เมื่อวันที่ 25 มกราคม ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการสังเคราะห์ข้อมูลจากเวทีเสวนา “ผ่าตัดใหญ่ระบบสุขภาพ” ซึ่งมีตัวแทนพรรคการเมืองสำคัญเข้าร่วมว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการศึกษาเปรียบเทียบแนวนโยบายสาธารณสุขใน 4 มิติวิกฤต ได้แก่ การรับมือสังคมสูงวัย ความยั่งยืนทางการเงิน ธรรมาภิบาลกองทุน และวิกฤตกำลังคนภาครัฐ จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบ “จุดร่วม” ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องตรงกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการ “สังคายนาระบบบริหารจัดการและธรรมาภิบาลของ สปสช.” เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางยุคสังคมสูงวัยยิ่งยวด
ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ในฐานะที่คณะอนุกรรมาธิการฯ มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการติดตามการใช้งบประมาณและกำกับดูแลธรรมาภิบาลของกองทุนรัฐ เราเล็งเห็นว่าแนวนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ มิใช่เพียงคำโฆษณาหาเสียง แต่เป็น “สัญญาณชีพ” ที่บ่งบอกว่าโครงสร้างปัจจุบันกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของกองทุน ภาระงานที่ล้นเกินของบุคลากร หรือความไม่สมดุลของบอร์ดบริหาร
“สิ่งที่น่าสนใจคือ เกิดฉันทามติร่วมกันในเชิงหลักการ (Policy Consensus) ในการปฏิรูป สปสช. ให้เป็นองค์กรที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง โดยเฉพาะประเด็นการแก้กฎหมายเพื่อให้ผู้ให้บริการ (Provider) เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการบริหาร การแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน และการนำเทคโนโลยี AI หรือ Telemedicine มาใช้ลดภาระงานเอกสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับผลการศึกษาที่คณะอนุฯ กำลังขับเคลื่อนอยู่” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว
เลขานุการคณะอนุฯ กมธ. กล่าวต่อว่า จากข้อมูลที่ปรากฏ พรรคภูมิใจไทย ไทยภักดี และพรรคประชาชน ต่างมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ให้ยึดโยงกับความเป็นธรรมของผู้ปฏิบัติงานและประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้นประสิทธิภาพการเบิกจ่ายด้วยเทคโนโลยี และพรรคประชาธิปัตย์เสนอทางออกเรื่องสภาพคล่องด้วยการแยกการตรวจสอบออกจากการจ่ายเงิน รวมถึงแนวคิดกองทุนทางเลือก (กองทุนที่ 4)
“คณะอนุกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางนำจุดแข็งของนโยบายเหล่านี้มาประมวลและกลั่นกรองเป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ โดยปราศจากอคติทางการเมือง เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นี่ไม่ใช่การจ้องจับผิด แต่เป็นการช่วยกันอุดรูรั่วและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบสาธารณสุขไทยมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และมีงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการดูแลคนไทยทุกคนในระยะยาว” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา มีการพิจารณาศึกษาประเด็นการจัดซื้อยาและการกำหนดราคาอ้างอิงในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงผลกระทบต่อหน่วยบริการและระบบการจ่ายค่าบริการ ตลอดจนประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญ ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม และผู้แทนโรงพยาบาลราชวิถี เข้าร่วมประชุม โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 1.ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม ได้ให้ข้อมูลว่า กระบวนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปสช. องค์การเภสัชกรรม และโรงพยาบาลราชวิถี โดย สปสช. ทำหน้าที่จัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในแต่ละปีงบประมาณ และส่งมอบแผนการจัดซื้อดังกล่าวให้แก่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อดำเนินการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะของยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในแต่ละรายการ ก่อนส่งต่อให้องค์การเภสัชกรรมซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดหา บริหารคลังสินค้า และกระจายไปยังหน่วยบริการต่างๆ ทั่วประเทศ
องค์การเภสัชกรรมดำเนินการจัดหายา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยวิธีการประกวดราคา (e – bidding) จากบริษัทต่างๆ เพื่อคัดเลือกผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายยา โดยการเสนอราคาจะอ้างอิงจากฐานข้อมูลราคาเดิมเป็นหลัก ทั้งนี้ ราคาการจัดซื้ออาจมีการปรับเปลี่ยนตามสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการประกวดราคาแล้ว องค์การเภสัชกรรมจะสรุปผลการดำเนินการเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของ สปสช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยหากคณะอนุกรรมการมีมติให้ความเห็นชอบราคาการจัดซื้อดังกล่าว จะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อต่อไป แต่หากคณะอนุกรรมการไม่ให้ความเห็นชอบ องค์การเภสัชกรรมจะดำเนินการเจรจาต่อรองราคาใหม่เพื่อให้ได้ราคาที่มีความเหมาะสมและคุ้มค่าสูงสุด แล้วเสนอต่อคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
2.ผู้แทนโรงพยาบาลราชวิถี ได้ให้ข้อมูลว่า โรงพยาบาลราชวิถีได้รับมอบหมายจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้รับผิดชอบดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เป็นต้นมา ซึ่งในการดำเนินภารกิจดังกล่าวส่งผลให้โรงพยาบาลราชวิถีประสบปัญหาและอุปสรรคในหลายด้าน อาทิ ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดการสนับสนุนด้านอัตรากำลังและงบประมาณ จากสถานการณ์ดังกล่าว โรงพยาบาลราชวิถีจึงได้มีข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้ 1.การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ สปสช. สามารถดำเนินการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้โดยตรง 2.การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ สปสช. สามารถจ่ายงบประมาณให้แก่หน่วยงานประเภทอื่นที่มีภารกิจเกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อแทน 3.การปรับเพิ่มภารกิจหลักของโรงพยาบาลราชวิถี หรือหน่วยบริการใดหน่วยบริการหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจดังกล่าวโดยเฉพาะ และ 4.การแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยบริการสามารถจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามที่ สปสช. กำหนด โดยจัดซื้อจากองค์การเภสัชกรรมในราคาที่กำหนด และให้องค์การเภสัชกรรมสามารถเรียกเก็บค่าสินค้าจาก สปสช. ได้โดยตรง
โดยคณะอนุกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตโดยสรุป ดังนี้ 1.ควรแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการในการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการ บทบาทและหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ ตลอดจนกลไกการดำเนินงานและการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้การจัดซื้อดังกล่าวมีความชัดเจน โปร่งใส เกิดประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2.ควรพิจารณาจัดทำระบบหน้าจอแสดงผลข้อมูล (Dashboard) แบบตามเวลาจริง (Real Time) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และ 3.การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะตามมาตรฐานทั่วไปในการจัดทำ TOR ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเกณฑ์ การจัดซื้อเชิงคุณค่า (Value-Based Procurement) มาประกอบการพิจารณา โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมถึงประสิทธิภาพในการรักษา ความปลอดภัยของผู้ป่วย และการลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวของระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่าการพิจารณาเพียงราคาจัดซื้อในเบื้องต้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการสร้างธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของระบบยาตามที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะไว้

