สปส.เลื่อนอีก แอพพ์ SSO Core ขัดข้อง เปิดใช้ 1 ก.พ. ประกันสังคมก้าวหน้า กังขาโครงการ 850 ล้าน?

27.01.26 | 08:08 น.

ประกันสังคม เลื่อนอีก แอพพ์ SSO Core ยังขัดข้อง แจ้งเปิดใช้ 1 ก.พ. ประกันสังคมก้าวหน้าชี้ข้อพิรุธอื้อ กังขาประสิทธิภาพโครงการ 850 ล้าน

จากกรณี แอพพลิเคชั่น SSO Plus ของ สำนักงานประกันสังคม ใช้งานไม่ได้ ปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม อ้างว่าพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคในการให้บริการ โดยจะเปิดให้ใช้ในวันที่ 22 มกราคม ก่อนจะเลื่อนเป็นวันที่ 27 มกราคม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม จากการตรวจสอบพบว่า แอพพลิเคชั่น SSO Plus ยังคงใช้งานไม่ได้ โดยเลื่อนการเปิดใช้งานเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น.

ขณะที่ ประกันสังคมก้าวหน้า ระบุถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตต่อวิกฤตระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานประกันสังคม

ตามที่สำนักงานประกันสังคมประสบปัญหาการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับสิทธิประโยชน์ว่างงาน และการเข้าถึงบริการผ่านระบบ e-Self Service และแอพพลิเคชั่น SSO Plus โดยทางสำนักงานได้ชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น

Advertisement

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบันและแนวทางแก้ไขของ สปส.

ปัญหาการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน : มีข้อมูลค้างท่อจากการปิดระบบช่วงปีใหม่ โดย สปส.คาดว่าจะดำเนินการนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

ระบบ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้อง : เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก (High Load) เกินกว่าระบบจะรองรับได้ คาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569

แผนสำรองที่สร้างข้อกังวล : หากภายใน 1 สัปดาห์ปัญหายังไม่คลี่คลาย สปส.เสนอ 2 แนวทางคือ (1) จัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ (2) Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS) ซึ่งทั้งสองแนวทางสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ (850 ล้าน)

เหตุผลที่ฝั่งผู้ประกันตนไม่สนับสนุน 2 แผนสำรองข้างต้นเนื่องจากข้อสังเกตที่น่ากังวล : ย้อนดูบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน กลับพบข้อสังเกตที่น่ากังวล :

2549 : โครงการเช่าคอมพิวเตอร์มูลค่า 2.8 พันล้านบาท จบลงด้วยปัญหาการต่อสัญญา การล็อกระบบ และคดีความที่ยาวนานกว่า 17 ปี จนถึงปัจจุบันเรายังคงต้องใช้งานระบบ SAPIENS เดิมอยู่

ดู post จากคนที่ทำระบบเมื่อปี 2549 ได้ที่ (คลิก เพื่ออ่านโพสต์จากเฟซบุ๊ก)

2565-ปัจจุบัน : โครงการปฏิรูปไอที (SSO Core) เพื่อเปลี่ยนเป็น Web App เริ่มต้นขึ้นพร้อมความคาดหวัง แต่กลับพบความล่าช้า และข้อสังเกตเรื่องค่าปรับที่ลดลงจากที่ควรจะเป็น (จากตัวเลขประมาณการณ์ 186-383 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 78 ล้านบาท) ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าดูแลรักษาระบบเก่าที่สูงถึงปีละ 265 ล้านบาท

ปัจจุบัน

– ผู้ประกันตนได้สอบถามการดำเนินงานของโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีการประชุมอนุกรรมการ IT แต่ไม่เคยได้รับรายละเอียด มีแค่การบอกกว้างๆ ถึงระยะเวลาการตรวจรับเท่านั้น รวมกับการที่งบประมาณโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 0.11% แถมคู่ประมูลยังประมูลด้วยงบประมาณที่ต่างกันเพียงหลักแสนบาท จากโครงการมูลค่า 850 ล้านบาท ทำให้ทางเราสงสัยว่าอาจจะมีการฮั้วประมูล

– ในการประชุมอนุกรรมการได้มีการประชุมพิจารณา MA ระบบ SAPIENS ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมีมูลค่ารวม 265 ล้านบาท จากการที่อนุกรรมการฝั่ง ผปต.ไม่เห็นด้วย ในการประชุมครั้งที่ 5 ทางประกันสังคมได้พิจารณาปรับค่า MA เหลือ 50 ล้านบาท เหตุผลหลักในการขอ MA นั้น เนื่องจากทางสปสแจ้งความจำเป็นต้องทำ “Parallel Run” (เปิดระบบเดิมควบคู่ระบบใหม่) เพื่อแลกกับการบริหารความเสี่ยงเรื่องข้อมูล

ความเสี่ยงหลักที่ทาง สปส.แจ้งคือข้อมูลในระบบที่อาจจะมีโอกาส migrate ผิดพลาด และ roll back plan ซึ่งทางกรรมการไม่คิดว่าเหตุผลเพียงพอเมื่อเทียบกับงบประมาณ โดยสามารถนำงบประมาณปัจจุบัน ไปเน้นปรับปรุงระบบใหม่ นอกจากนั้น MA โครงการ mainframe ของประกันสังคมยังเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ทางเราจึงได้คัดค้าน MA โครงการ mainframe นี้

ทางคณะเรา จึงขอตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้เกี่ยวข้อง :

ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ : เหตุใดระบบที่ผ่านการตรวจรับงานแล้ว จึงไม่สามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน จนต้องพิจารณาจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือถอยกลับไปใช้ระบบเดิม?

ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ : หากระบบใหม่ “เสร็จสมบูรณ์” ตามสัญญา ค่าใช้จ่ายในการเพิ่ม Database หรือการบริหารความเสี่ยงควรเป็นความรับผิดชอบของคู่สัญญาหรือไม่ เหตุใดจึงต้องใช้เงินสมทบของผู้ประกันตนไปแก้ไขความผิดพลาดของระบบที่เพิ่งตรวจรับ?

พิรุธในการจัดซื้อจัดจ้าง : ราคาประมูลโครงการต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน เป็นความบังเอิญหรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน (ฮั้วประมูล) หรือไม่?

การปิดกั้นการตรวจสอบ : เมื่อมีข้อเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ใน War Room เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างโปร่งใส กลับมีการจำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ

ค่าปรับโครงการถูกปรับลดจากประมาณ 186-383 ล้านบาท เหลือราว 78 ล้านบาท ขณะที่ยังต้องจ่ายค่าดูแลระบบเก่าปีละ 265 ล้านบาท ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่เกิดจากความล่าช้าและความไม่พร้อมนี้

ข้อเรียกร้องและจุดยืนของผู้ประกันตน

“เงินสมทบทุกบาทคือหยาดเหงื่อของผู้ประกันตน” เราขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการตรวจรับงานโครงการ SSO Core 850 ล้าน อย่างเร่งด่วน

โดยเน้นย้ำว่าการบริหารจัดการเทคโนโลยีต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ (Accountability) ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการจ่ายเงินซ้ำซ้อนอย่างไม่สิ้นสุด