เวที PMAC2026 ถกโมเดล ‘สุขภาพเมือง’ ชี้ต้องจัดระบบใหม่ให้ต่อเนื่อง เข้าถึงได้
วันนี้ (27 มกราคม 2569) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และสถาบันเพื่อความก้าวหน้าด้านสังคมและเศรษฐกิจอินเดีย (Centre for Social and Economic Progress) จัดเวทีเสวนานานาชาติหัวข้อ Governance in the Concrete Jungle: Towards accessible, affordable and inclusive health systems in cities (ธรรมาภิบาลในเมืองใหญ่: สู่ระบบสุขภาพเมืองที่เข้าถึงได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง)

เวทีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศ อาทิ ไทย จีน และอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพในเมืองให้เข้าถึงได้ เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการเสวนานี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–31 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวเปิดเวทีว่า เมืองเป็นพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพอย่างซับซ้อน แม้จะเป็นศูนย์รวมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาล และนวัตกรรมทางการแพทย์จำนวนมาก หลักฐานชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในเมืองมักรุนแรงกว่าในพื้นที่อื่น กรุงเทพมหานครมีประชากรราว 10 ล้านคน และมีหน่วยงานจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสุขภาพ ตั้งแต่โรงพยาบาลของรัฐ คลินิกเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ร้านยา ไปจนถึงผู้ให้บริการอื่นๆ ซึ่งทำงานโดยขาดการเชื่อมโยง ส่งผลให้การดูแลรักษาขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดตามผู้ป่วยข้ามพื้นที่

“ปัญหาสุขภาพเมืองไม่ใช่เรื่องของการขาดแคลนบริการ แต่เป็นเรื่องของการจัดระบบและการดูแลให้ต่อเนื่อง คนจำนวนมากในเมืองเลือกไปโรงพยาบาลโดยตรง เพราะรู้สึกว่าเร็วและดีกว่า ขณะที่บริการปฐมภูมิมักถูกมองว่ามีคุณภาพต่ำหรือไม่น่าเชื่อถือ สิ่งนี้นำไปสู่ความแออัดในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และระบบปฐมภูมิที่อ่อนแอ ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาการให้บริการ แต่เป็นปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความไว้วางใจ” พญ.ลลิตยา กล่าว
พญ.ลลิตยา กล่าวว่า จากประสบการณ์ของ สปสช. ในกรุงเทพฯ เสนอ 4 แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านสุขภาพเมือง ได้แก่ 1.การออกแบบนโยบายสุขภาพเฉพาะสำหรับบริบทเมือง เน้นบริการที่ยึดฐานชุมชนและสอดคล้องกับรูปแบบที่อยู่อาศัย 2.การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน 3.การใช้ระบบการจ่ายเงินและสิทธิประโยชน์แบบพุ่งเป้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และ 4.การบูรณาการสุขภาพสิ่งแวดล้อมเข้ากับการบริหารจัดการเมือง
ด้าน พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สปสช. สนับสนุนการจัดบริการสุขภาพในเมืองแบบพุ่งเป้า เพื่อเข้าถึงชุมชนและกลุ่มประชากรเปราะบาง โดยยกตัวอย่างโครงการ One-stop service ที่นำบริการทางการแพทย์ไปให้ถึงในชุมชนแรงงานนอกระบบและผู้อยู่อาศัยในที่ดินของรัฐ เปิดคลินิกในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนหยุดงาน ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลควบคู่กับการจัดส่งยา และมีอาสาสมัครชุมชนช่วยติดตามการใช้ยาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งตู้บริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine Kiosks) ในชุมชนหนาแน่นและจุดคมนาคมหลัก ออกหน่วยดูแลคนไร้บ้านแบบเคลื่อนที่ รวมถึงการใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นสนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เช่น บริการรถรับ-ส่งไปโรงพยาบาลฟรี การสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และการจัดตั้ง “ห้องอากาศสะอาดสำหรับเด็ก” ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วกรุงเทพมหานครแล้ว 542 แห่ง เพื่อปกป้องเด็กจากฝุ่น PM2.5
“สิ่งที่เราต้องการอย่างมากคือความร่วมมืออย่างจริงจัง กรุงเทพฯ ไม่ควรมีการทำงานที่กระจัดกระจายอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน” พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ กล่าว
ในเวทีเสวนายังนำเสนอกรณีศึกษาจากต่างประเทศ โดย ศ.นพ.เหริน หมิงฮุย (Ren Minghui) จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่า จีนมีประชากรเมืองเพิ่มจาก 170 ล้านคน หรือร้อยละ 17.9 ในปี 2521 เป็นราว 956 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 67 ในปี 2568 แต่โรงพยาบาลตติยภูมิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงกระจุกตัวในเขตใจกลางเมือง ทำให้เกิดความแออัดและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่บริการสุขภาพระดับชุมชนยังถูกใช้งานต่ำ จีนจึงเดินหน้าปรับสมดุลทรัพยากรทางการแพทย์ ด้วยการกระจายบริการไปยังพื้นที่ชานเมือง จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่กับสถานพยาบาลระดับล่าง สร้างชุมชนการแพทย์ในระดับอำเภอ เสริมบริการพื้นที่ห่างไกลด้วยคลินิกเคลื่อนที่และทีมแพทย์ทางไกล รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวินิจฉัยในหน่วยบริการระดับฐานราก
ขณะที่ อาล็อก กุมาร์ ซิงห์ (Alok Kumar Singh) นักวิจัยจาก Centre for Social and Economic Progress ประเทศอินเดีย กล่าวว่า การศึกษาบริการสุขภาพในชุมชนแออัดของกรุงนิวเดลี จากกลุ่มตัวอย่างราว 1,284 ครัวเรือน พบว่าระบบผู้ให้บริการมีความกระจัดกระจาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเอกชนหรือผู้ให้บริการนอกระบบ มากกว่าบริการปฐมภูมิของรัฐ ปัจจัยสำคัญมาจากระยะทาง เวลาในการเดินทาง ความพร้อมของบริการ และอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมองข้ามการดูแลระดับปฐมภูมิ สะท้อนถึงความอ่อนแอและความไม่น่าเชื่อถือของบริการ
ทั้งนี้ อินเดียกำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิในพื้นที่ชุมชนแออัดและพื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐาน เพิ่มบุคลากรประจำ สร้างความพร้อมของยาและการตรวจวินิจฉัย ลดภาระการเดินทางด้วยการจัดตั้งสถานพยาบาลในทำเลที่เหมาะสม ควบคู่กับบริการเคลื่อนที่ การออกหน่วยเชิงรุก และการอุดหนุนค่าบริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของคนจนเมือง

