จี้ปม EIA โครงการกันกัดเซาะบางขุนเทียน1.6พันล้าน เสี่ยงผิดขั้นตอนหากไม่เริ่มสร้างใน5ปี

28.01.26 | 15:25 น.

“สก.บางกอกน้อย” จี้ปม EIA โครงการกันกัดเซาะบางขุนเทียนงบ 1.6 พันล้านบาท เสี่ยงผิดขั้นตอนหากไม่เริ่มสร้างภายใน 5 ปี “ชัชชาติ” ย้ำเดินหน้าตามมติ ครม.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 4 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายนภาพล จีระกุล สมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางกอกน้อย ตั้งกระทู้ถามสด เรื่องความคืบหน้าโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และศูนย์สำรวจ และเฝ้าระวังชายฝั่ง สืบเนื่องจากโครงการดังกล่าวส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนอย่างมาก

ขณะเดียวกันกทม.ขอสภาใช้งบประมาณ 100% วงเงินสูงถึง 1,620 ล้านบาท โดยมีประชาชนร้องเรียนว่าการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นเพียงการเชิญเข้าร่วมประชุมเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ลงนามรับรอง

นายนภาพล กล่าวด้วยว่า แม้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ในฐานะเจ้าของโครงการจะระบุว่า EIA ผ่านแล้ว และมีอายุ 5 ปี โดยตามกฎหมายต้องเริ่มดำเนินการภายในวันที่ 24 ธันวาคม 2567 แต่กลับไม่พบการก่อสร้างใดๆ ภายในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 หากไม่ดำเนินการภายใน 5 ปี ต้องมีการทบทวนหรือจัดทำ EIA ใหม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมอาจเปลี่ยนแปลง จึงตั้งคำถามถึงผลทางกฎหมายและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากโครงการเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีการทบทวน EIA

Advertisement

ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากกทม.มีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 4.7 กิโลเมตร และพื้นที่บางขุนเทียนถูกกัดเซาะไปแล้วราว 1 กิโลเมตร กทม. ได้พยายามทดลองแนวทางป้องกันหลายรูปแบบ ก่อนจะมีการศึกษาและจัดทำโครงการในช่วงปี 2556–2560 พร้อมจัดทำ EIA และเสนอแผนต่อคณะกรรมการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยยืนยันว่าขั้นตอนการจัดทำ EIA ดำเนินการครบถ้วน

ขณะที่นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การจัดทำ EIA ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเว้นมติ ครม. เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 3 ไร่ โดยรายงาน EIA สามารถใช้ได้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแจ้งความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ ครม. ได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ก่อนครบกำหนด 5 ปี

อย่างไรก็ตาม นายนภาพล แย้งว่า ตามกฎหมาย EIA เมื่อผ่านแล้วต้องเริ่มดำเนินโครงการภายใน 5 ปี ไม่ใช่เพียงนำไปใช้เพื่อขออนุญาตหรือยกเว้นมติ ครม. พร้อมชี้ว่าโครงการนี้เคยมีมติ ครม. ถึง 3 ฉบับ ห้ามก่อสร้างในพื้นที่ป่าชายเลน จึงตั้งคำถามถึงความพร้อมของโครงการ และตั้งข้อสังเกตว่า EIA อาจถูกจัดทำเพื่อใช้ขอยกเว้นมติ ครม. เท่านั้น ไม่ได้จัดทำเพื่อการก่อสร้างจริง

นอกจากนี้การขออนุญาตกรมเจ้าท่า สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้ทำหนังสือถึงกรมเจ้าท่า 3 ฉบับ เพื่อขออนุญาตก่อสร้างแนวป้องกันการกัดเซาะ แต่ไม่ได้รับอนุญาต และหากดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456

ด้านนายวิศณุ กล่าวว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ภายใต้การดูแลของกทม. และไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างท่าเรือ จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตกรมเจ้าท่า ยกเว้นกรณีมีการก่อสร้างท่าเรือ ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายต่อไป

นายนภาพล กล่าวย้ำว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 13 พ.ศ. 2537 ของกรมเจ้าท่า กำหนดให้การก่อสร้างทุกประเภทในน่านน้ำต้องขออนุญาต ไม่ได้จำกัดเฉพาะหน่วยงานใด พร้อมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต เนื่องจากสภากรุงเทพมหานครได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว ทั้งที่เอกสารและขั้นตอนทางกฎหมายยังไม่ครบถ้วน ดังนั้นสภากรุงเทพมหานครจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยในอนาคต และเพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย