เมื่อวันที่ 29 มกราคม รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในฐานะที่คลุกคลีกับคนจนเมืองในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในกลางปี 2564 เมื่อเห็นข่าวกระทรวงสาธารณสุข มีมติให้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ออกจากราชการ โดยคำสั่งยังไม่สิ้นสุดเพราะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอกไม่เห็นด้วยกับมติ และเสนอให้นำเข้า คณะกรรมการ กพ. คณะใหญ่ก่อน แล้วจำเป็นต้องอธิบายความอีกครั้ง โดยข้อแรก การพิจารณาเรื่องนี้จำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ขณะนั้น ที่สถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรง มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ผู้ติดเชื้อก็หาเตียงไม่ได้ การตรวจด้วย RT-PCR ก็จำกัด ส่วน การตรวจด้วย ATK ยังไม่แพร่หลายเหมือนระยะหลัง
“การที่ชมรมแพทย์ชนบทเข้ามาช่วยตรวจและแยกผู้ติดเชื้อออกมาโดยเร็ว จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ ดังนั้น การเปรียบเทียบว่า รพ.จะนะ ซื้อ ATK ถูกหรือแพง จำเป็นต้องเปรียบเทียบในสเปค เดียวกัน และในห้วงเวลาเดียวกัน มิเช่นนั้น จะชี้นำให้เข้าใจผิดว่าซื้อแพง” รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุ
รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุต่อว่า ข้อสอง ข้อสงสัยในกรณีการแบ่งซื้อนั้น นพ.สุภัทร ได้ชี้แจงแล้วว่า เป็นการซื้อตามภารกิจ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” แต่ละครั้ง หากพิจารณาด้วยความเป็นธรรมปราศจากอคติ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า ไม่ได้ทำเพราะเจตนาหลีกเลี่ยง กฏหมาย ข้อสาม คือ เรื่องกระบวนการพิจารณาที่ไม่ได้ให้ นพ.สุภัทร ไปตอบข้อสงสัย เพียงแต่ให้ชี้แจงเอกสาร ทั้งนี้ ตนขอเปรียบเทียบกับการสอบวินัยนักศึกษา ทั้งระดับคณะและระดับมหาวิทยาลัย กรณีนักศึกษาถูกคำสั่งลงโทษวินัย แล้วนักศึกษาขออุทธรณ์ ซึ่งหลักสำคัญคือ การให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยให้ผู้ถูกร้องได้ชี้แจงข้อสงสัย ข้อไหนที่กรรมการติดใจต้องถามผู้ถูกร้อง หากไม่ถามแล้วนำมากล่าวโทษถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกร้อง ส่วนการลงโทษส่วนใหญ่คือ ตักเตือน ภาคฑัณฑ์ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อย ถือเป็นการทำอย่างรอบคอบ แต่กรณีนพ.สุภัทร โทษร้ายแรงถึงขั้นให้ออกจากราชการ โดยที่ไม่มีโอกาสไปชี้แจงต่อหน้าให้คณะกรรมการ ดังนั้นจึงขอทักท้วงให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนมติให้ นพ.สุภัทร ออกจากราชการ
“เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเราทักท้วงไม่สำเร็จจะเป็นตัวอย่างว่า แม้แต่ข้าราชการที่สังคมเห็นประจักษ์ชัดว่า ไม่ได้ทำเฉพาะงานประจำ หากแต่ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ยังถูกสอบสวนด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมและให้ออกจากราชการได้ง่าย ๆ อนาคตก็ย่อมไม่มีข้าราชการคนไหน จะทำงานนอกเหนือขอบเขตหน้าที่แคบ ๆ ของตัวเอง เพราะเกรงว่าหากทำมากไปก็จะกลายเป็นโทษต่อตัวเอง” รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุ
ด้าน นางวงศ์จันทน์ จันทร์ยิ้ม แกนนำชุมชนเคหะคลอง 9 เขตคอลงสามวากล่าวว่า ช่วงที่โควิดระบาดในชุมชนคลองเตย ตนและแฟนร่วมกันทำตู้ปันสุข และร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ในการทำอาหาร ให้ความรู้ประชาชนในการดูแลตัวเอง แต่เนื่องจากมีคนติดเชื้อเยอะ บางคนต้องแยกไปนอนในรถยนต์ใต้สะพาน บางคนต้องกางเต้นท์แยกนอนในบ้าน จนกระทั่งการติดเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลายชุมชน ต้องร่วมกันทำศูนย์พักคอย เครื่องตรวจ ATK แพงมาก เลยใช้การดูอาการหากอาการไม่หนัก จากนั้นมีกลุ่มแพทย์ชนบบุกกรุงจึงรีบประสานไป แล้วทาง นพ.สุภัทร ก็มาให้ความรู้ ช่วยเหลือในการตรวจให้คนในชุมชน รวมถึงชุมชนอื่นๆ ใกล้เคียง ก็อยู่ศูนย์พักคอย หากอาการไม่ดีก็ประสานโรงพยาบาล แต่หาเตียงยาก บางคนมีบ้านต่างจังหวัดก็กลับไปโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา นี่คือสิ่งที่ นพ.สุภัทร มาช่วยเหลือคนกรุงเทพที่เหมือนตกกระทะทองแดงให้ได้รับการช่วยเหลือ
“ส่วนที่ นพ.สุภัทร ถูกให้ออกจากราชการนี้ เป็นการเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ตอนนั้นไม่มีหมอ ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนไทยยื่นมือเข้ามาช่วย การที่ นพ.สุภัทรจัดซื้อ ATK เพื่อช่วยชีวิตคนในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น เป็นการมองชีวิตคนเป็นตัวตั้ง และมันก็ช่วยชีวิตคนได้จริง แต่พอเวลาผ่านมาก็เอาจุดโน่นนี่เอามาเป็นเงื่อนไขเพื่อเล่นงานกัน ถือว่าไม่ยุติธรรม ต่อไปนี้หากมีโรคระบาดเกิดขึ้นอีก จะมีหมอคนไหนออกมาช่วยชาวบ้าน และกล้าที่จะไม่รอขั้นตอน ไม่ต้องรอเวลา แต่ถ้าจะรอขั้นตอน เพลย์เซฟจนผู้คนล้มตายต่อหน้ามันก็อำมหิตเกินไป ต่อไปนี้บ้านนี้เมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร จึงอยากให้กำลังใจ นพ.สุภัทร และอยากสื่อถึงชุมชนที่แพทย์ชนบทมาช่วยเหลือในครั้งนั้นว่า เราคงอยู่เฉยๆ ไม่ได้คงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องคนที่มาช่วยชีวิตพวกเรา แต่ก็แอบหวังลึกๆ ว่ามโนสำนึกที่ดีของผู้บริหารกระทรวงยังคงมีอยู่ ที่จะทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง” นางวงศ์จันทร์ กล่าว
ขณะที่สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยนายวรเทพ พันธุ์เณร ประธานสภาฯ ได้ออกแถลงการณ์ ต่อกรณี มติของคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีมติให้ลงโทษวินัยร้ายแรงแก่ นพ.สุภัทร จากการจัดซื้อ ATK ในช่วงการระบาดโควิด-19 ปี 2564 ซึ่งประเทศไทยเผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขรุนแรงที่สุด มีผู้ติดเชื้อ อาการหนัก และเสียชีวิต ขณะที่ระบบตรวจคัดกรองและเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ ภายใต้บริบทนี้ ชมรมแพทย์ชนบทได้เข้าช่วยเหลือประชาชนในเมืองหลวง ภายใต้ปฏิบัติการ แพทย์ชนบทบุกกรุง เป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์ใดๆ โดยการจัดซื้อ ATK ขณะนั้นภายใต้ข้อจำกัดสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้งานล่วงหน้าได้ การจัดซื้อจึงเกิดขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้ารับการตรวจทุกคนสามารถเข้าถึงการคัดกรองได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอบวินัยกลับให้ความสำคัญกับการตีความเชิงระเบียบ โดยตั้งข้อกล่าวหาเรื่อง “การแบ่งซื้อ” โดยแทบไม่ปรากฏการพิจารณาเจตนา ความจำเป็น และบริบทของวิกฤตสาธารณสุขในขณะนั้นอย่างรอบด้าน
สภานักศึกษาฯ มีความสงสัยต่อจังหวะเวลาของการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายปี และถูกหยิบยกขึ้นมาเร่งรัดในช่วงใกล้การเลือกตั้งโค้งสุดท้าย อาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิทางการเมืองและคุณสมบัติของผู้ถูกกล่าวหา จึงตั้งคำถามว่า 1.เหตุใดคดีที่ค้างมานาน จึงถูกเร่งตัดสินในช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมือง 2.การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ เป็นไปอย่างเสมอภาคและปราศจากอคติจริงหรือไม่ และ 3.หลักนิติธรรมกำลังถูกใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ
สภานักศึกษาฯ เห็นว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรได้รับการคุ้มครองตามหลักความเป็นธรรม ไม่ใช่ถูกลงโทษย้อนหลังโดยละเลยบริบทและเจตนา การใช้อำนาจรัฐใดๆ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของกระบวนการ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราชการและประชาธิปไตย สภานักศึกษาฯ ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใสรอบคอบและยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน เพราะในสังคมประชาธิปไตย ผู้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิด

