เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าจากคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วุฒิสภา ตามที่ปรากฏประเด็นถกเถียงในวงการสาธารณสุข ด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เคยมีมติเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมาว่า วัคซีนไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease : IPD) “ไม่มีความคุ้มค่า” ที่จะบรรจุเป็นวัคซีนพื้นฐานฉีดฟรีให้กับเด็กนั้น ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขอสรุปประเด็นเชิงลึกเพื่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการงบประมาณ ดังนี้ เรื่องที่ 1 ภัยเงียบจากเชื้อนิวโมคอกคัสและผลกระทบต่อทรัพยากรมนุษย์ โดยเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งมีความรุนแรงสูงมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2-3 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงหลายประการ เช่น ปอดอักเสบรุนแรงจนหายใจล้มเหลว การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตหรือความพิการถาวร ประมาณว่ามีเด็กไทยต้องนอนโรงพยาบาลจากโรคนี้อย่างน้อยปีละ 3 หมื่นราย และยังมีความเจ็บป่วยแบบไม่หนักอีกเป็นแสนรายต่อปี
“คณะอนุกรรมาธิการฯ เล็งเห็นว่าในระยะยาวเด็กที่รอดชีวิตจากการติดเชื้ออาจมีปัญหา หูดับถาวร พัฒนาการสมองล่าช้า หรือปอดเสียหายเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของประชากรในภาวะที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดต่ำลงอย่างวิกฤต การป้องกันจึงมีความคุ้มค่ากว่าการตามรักษาผลกระทบในภายหลัง” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว
ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 มิติความคุ้มค่าด้านงบประมาณและราคาวัคซีน จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า วัคซีนพีซีวีหรือไอพีดี มีราคาในตลาดค่อนข้างสูง เฉลี่ยเข็มละหลักพันบาท แต่หากรัฐบาลดำเนินการเจรจาต่อรองในระดับประเทศ ราคาอาจลดลงเหลือเพียง 200-300 บาทต่อเข็ม ซึ่งรูปแบบการฉีดที่คุ้มค่า คือ การฉีด 3 เข็ม ด้วยสูตร 2+1 คือฉีดตอน 2 เดือน, 4 เดือน และกระตุ้นตอน 1 ขวบ จะมีต้นทุนรวมเพียงประมาณ 1,000 บาทต่อเด็กหนึ่งคน ซึ่งการประเมินจากหน่วยงานวิชาการ โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้ระบุผลการศึกษาตั้งแต่ปี 2567 ว่าวัคซีนตัวนี้มีความคุ้มค่า เช่นเดียวกับคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมวิชาชีพแพทย์ในไทย
ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า เรื่องที่ 3 ข้อกังวลต่อแนวคิด โครงการนำร่องและหลักการภูมิคุ้มกันหมู่ คณะอนุกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อท่าทีของ สปสช. ที่จะพิจารณาทำเป็น “โครงการนำร่อง” (Pilot Project) ในการประชุมบอร์ดสปสช.วันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งมีความเสี่ยงในแง่ธรรมาภิบาลและการบริหารงบประมาณ ดังนี้ หลักการภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) วัคซีนไอพีดี จะคุ้มค่าสูงสุดเมื่อฉีดให้เด็กครอบคลุม 80-90% ทั่วประเทศ ต่อเนื่องกันหลายปี เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังกลุ่มเสี่ยงอื่น เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และ ความเสี่ยงของการนำร่องง หากฉีดเพียงบางจังหวัด จะไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับประเทศ และอาจถูกนำผลการศึกษาที่ “ไม่เห็นความคุ้มค่า” ในพื้นที่จำกัดมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกโครงการในอนาคต และ เรื่องที่ 4 การเปรียบเทียบในระดับสากลและภูมิภาค ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน เช่น กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งได้บรรจุวัคซีนไอพีดี ให้ประชากรฉีดฟรีเรียบร้อยแล้ว แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้การสนับสนุนงบประมาณจากพันธมิตรวัคซีน (Global Alliance for Vaccines and Immunization : GAVI) ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจากมีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ เช่น มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย เวียตนาม หรือฟิลิปปินส์ ก็ยังสามารถบริหารจัดการให้เป็นสวัสดิการฟรีได้ เราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังไม่จัดสรรวัคซีนให้เด็กของเรา
ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า บทสรุปและข้อเรียกร้องจากคณะอนุกรรมาธิการฯ ในสภาวะวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ส่งผลให้ร่างกายเด็กอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น คณะอนุกรรมาธิการฯ ขอเรียกร้องให้ สปสช. ชี้แจงประเด็นดังต่อไปนี้ในการประชุมวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ใช้ฐานข้อมูลใด ในการสรุปว่าวัคซีนไม่คุ้มค่า ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของ HITAP และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ 2.พิจารณาการฉีดแบบปูพรมทั่วประเทศ แทนการทำโครงการนำร่อง เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่แท้จริงและลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว และ 3.ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยการรับฟังเสียงรอบด้านจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและองค์กรอนามัยโลก ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะติดตามผลการพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเด็กไทยและเงินภาษีของประชาชน

