สปสช.เปิดเหตุผล นำร่องวัคซีน IPD ขอศึกษา 1 ปี ก่อนขยายทั่วประเทศ
ความคืบหน้ากรณีแชตไลน์กลุ่มคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) หลุดโดยเนื้อหาเป็นการถกเถียงกันเกี่ยวกับการอนุมัติวัคซีน IPD หรือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) พร้อมข้อความที่ระบุว่า “เมื่อคณะกรรมการ สปสช.บางท่านไม่เห็นด้วยกับการให้วัคซีนป้องกันโรคไอพีดีในเด็กไทย ก็ส่งผลให้เด็กไทยทั้งประเทศสูญเสียโอกาสในการรับวัคซีนนี้ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด” นั้น
อ่านข่าว – แชตหลุด กรรมการ บอร์ดสปสช. ไม่เห็นด้วยปม วัคซีนIPD หมอชี้ ทำเด็กทั้งปท.สูญเสียโอกาส
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 2/2569 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการหยิบยกประเด็นสิทธิประโยชน์วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) หรือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดสำหรับเด็ก (IPD) มาพิจารณา โดยที่ประชุมเห็นชอบทดลองนำร่องฉีดวัคซีน IPD ในพื้นที่ที่มีอัตราป่วยโรคติดเชื้อสูง และมีความพร้อมติดตามประเมินผล 1 ปี ก่อนขยายทั่วประเทศ โดยใช้งบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า จากการพิจารณาความจำเป็น และประเทศรอบด้านมีการฉีดไปหมดแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติว่า จะจัดสรรให้เด็กไทยได้ฉีดวัคซีน IPD ควบคู่ไปกับการพิจารณาศึกษาในวงกว้าง
“หากขอบเขตการศึกษาครอบคลุมมากเท่าไรยิ่งดี โดยกำหนดเวลา 1 ปี จะต้องมีผลศึกษาและนำรายละเอียดเข้าที่ประชุมเพื่อติดตามความต่อเนื่องของการฉีดวัคซีนในเด็ก” นายพัฒนา กล่าวและว่า ปีนี้เป็นปีแรก จะเรียกว่านำร่องก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฉีดปีนี้ปีเดียว เพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ยังต้องต่อรองราคาวัคซีนให้ต่ำลง ซึ่ง สธ.และ สปสช.จะร่วมมือกันหาแหล่งราคาต่ำลงให้ได้ ย้ำว่า ปีนี้ได้ฉีดแน่นอน จากนี้จะเป็นกระบวนการจัดหาวัคซีน ส่วนจะพื้นที่ไหนนั้น มติบอร์ดไม่ได้ระบุไว้ ส่วนงบประมาณ เป็นงบที่ สปสช.จัดสรรไว้แล้วราว 200 กว่าล้านบาท
ขณะที่ นพ.เจด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องทำเรื่องไปที่โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี และประสานไปที่สภาเภสัชกรรมในการจัดหาวัคซีน ซึ่งในมติจะมีเรื่องการต่อรองราคา ต้องเรียนว่าในภาวะการที่มีงบค่อนข้างจำกัด คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญตรงนี้
ทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สปสช. ได้มีการโพสต์ข้อความ เปิดเหตุผลมติบอร์ด สปสช. 2 ก.พ.2569 ทำไมเห็นชอบ “นำร่องฉีดวัคซีน PCV” ก่อนพิจารณาขยายผลทั่วประเทศ
ข้อความระบุว่า บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้เริ่ม “นำร่อง” เพื่อเก็บข้อมูลในบริบทประเทศไทยให้รอบด้าน ก่อนตัดสินใจขยายผล โดยยึดหลักความพอเพียงของงบประมาณ คุ้มค่า • เป็นธรรม • ทำได้จริง • ยั่งยืน
ข้อมูลการเบิกจ่ายผู้ป่วยในของ สปสช. ปี 2562–2568
•เด็กอายุ 0–5 ปี นอน รพ.จากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนี้ เฉลี่ย 153 คน/ปี
•ค่าใช้จ่ายรักษา เฉลี่ย 2.45 ล้านบาท/ปี
•หากทำโครงการระดับประเทศ คาดเพิ่มภาระงบ ประมาณ 300–400 ล้านบาท/ปี
จึงยังไม่เห็นชัดว่า ลดค่าใช้จ่ายการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วงนี้งบกองทุนมีข้อจำกัดสูงการเพิ่มสิทธิประโยชน์จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณ
ผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ที่ผ่านมา
กรณีฉีดวัคซีน PCV ในระดับจังหวัดของกรมควบคุมโรคที่มหาสารคามต่อเนื่อง 3 ปี พบว่าอัตราเด็กที่เข้านอน รพ. ลดลง แต่เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในเขตเดียวกัน และภาพรวมประเทศ แนวโน้มการลดลง “ไม่แตกต่างชัดเจน”
จึงยังมีคำถามเชิงนโยบายว่า จำเป็นต้องฉีดพร้อมกันทั้งประเทศทันทีหรือไม่
มติบอร์ด: นำร่องเพื่อเก็บข้อมูลให้ครบ ก่อนตัดสินใจขยายผล
บอร์ดมอบหมายให้ดำเนินการนำร่อง และประสาน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับกรมควบคุมโรค ออกแบบการวิจัย/ประเมินผล ภายใน 1 ปี หลังเริ่มฉีด โดยเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น
•ความพร้อมของระบบบริการและการดำเนินงานจริง
•อุบัติการณ์/สาเหตุโรคปอดอักเสบในเด็ก (เชิงระบาดวิทยา)
•การยอมรับวัคซีนและความครอบคลุมการฉีด
•ผลต่อภูมิคุ้มกันระดับชุมชน (herd effect)
•ผลต่ออัตราป่วย/การนอนโรงพยาบาล
•ผลกระทบด้านงบประมาณและความคุ้มค่าในบริบทไทย
“ทำไปพร้อมกัน: ต่อรองราคาเพื่อลดภาระงบ”
ระหว่างนำร่อง บอร์ดเห็นควรให้ สปสช. เร่งต่อรองราคาวัคซีน PCV ให้ใกล้เคียงกลไกระหว่างประเทศ (เช่น UNICEF/ Gavi, the Vaccine Alliance) มากที่สุด เพื่อ ลดภาระงบประมาณ และ เพิ่มความเป็นไปได้ในการขยายผล ในอนาคต
บริบทนานาชาติ: แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา บรรจุวัคซีน PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก GAVI ในรูปแบบต่างๆ
ขณะที่บางประเทศเลือกเริ่มแบบ “นำร่อง” และทยอยขยาย เช่น เวียดนาม
ขณะประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนนี้ยังไม่ได้บรรจุ PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานระดับชาติ และได้ใช้แนวทางเริ่มเชิงพื้นที่/ท้องถิ่นเช่นกัน
จึงสะท้อนว่า การนำร่องแบบมีเป้าหมาย เป็นทางเลือกที่รอบคอบ เพื่อหาหลักฐานผลลัพธ์จริงให้เหมาะกับบริบทไทย
เป้าหมายคือป้องกันโรคในเด็กไทยอย่างเต็มที่
การนำร่องครั้งนี้ทำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และตัดสินใจบนหลักฐานที่เหมาะกับประเทศไทย
หากผลนำร่องชี้ชัดถึงประโยชน์ ความคุ้มค่า และความพร้อมของระบบ จะเสนอพิจารณาขยายผลต่อไปอย่างเป็นขั้นตอน


