เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายมนตรี ฐิรโฆไท คณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ว่า สำหรับตนมองว่าการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาสิ่งใดๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่การจะแปรรูปสำนักงานประกันสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาว่าจะทำออกมาในรูปแบบใด เมื่อแต่งตั้งตนเข้ามาในคณะทำงานฯ ก็จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ทั้งเรื่องความโปร่งใส ธรรมาภิบาล โดยการจะแปรรูปสำนักงานประกันสังคม ซึ่งที่ต้องคำนึงคือ การจัดเก็บเงินสมทบว่าจะให้สำนักงานหรือภาคเอกชนจัดเก็บ แต่ตนมีความเห็นว่าควรให้สำนักงานเป็นผู้จัดเก็บเพราะเป็นภาครัฐ ขณะที่ การบริหารจัดการจะแบ่งอย่างไร อย่างเรื่องการแพทย์ จะให้ใครบริหารจัดการ เพราะทางสำนักงานเองก็มีคณะกรรมการการแพทย์ หรือบอร์ดแพทย์อยู่แล้ว ส่วนการบริหารเงินกองทุน เดิมสำนักงานมีที่ปรึกษา มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีเจ้าที่ของสำนักงานด้านการลงทุน ที่ต้องยอมรับว่าค่าตอบแทนที่ทางสำนักงานมีให้นั้น ไม่สูงมาก ฉะนั้น การจะแปรรูปแล้วไปจ้างภาคเอกชน จะทำได้หรือไม่ แล้วเอกชนจะเป็นใคร
“สุดท้ายค่าตอบแทนที่ว่าจะสูงกว่าที่เราบริหารแล้วให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนใช่หรือไม่ แล้วจะมีกลไกการป้องกันอย่างไร อย่างเช่นปัจจุบัน บอร์ดประกันสังคมไม่มีสิทธิเข้าไปรับรู้ว่าจะมีการลงทุนอะไร รู้แค่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเท่าไหร่ มั่นคงเท่าไหร่ ทางเลือกเท่าไหร่ ต่างประเทศ ในประเทศเท่าไหร่ บอร์ดฯ ไม่มีไปสั่งให้ลงทุน ก ข ค ง แบบนี้ ไม่ได้ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ผมมีความเห็นว่าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ได้มองเห็นภาพชัดเจน ทั้งข้อดี ข้อเสีย ต้องมีผู้รู้ ซึ่งต้องกลับไปดูว่าในอดีตมีใครศึกษาเรื่องนี้บ้าง ก็มีชื่อของ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ซึ่งเคยวิจัยเรื่องนี้ให้กับประกันสังคม หรือจะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ได้ เพราะประกันสังคมเคยศึกษาเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก ส่วนบางพรรคการเมืองที่มีพิมพ์เขียวแล้ว ก็ให้เสนอมา แล้วมาดูว่าสิ่งที่เสนอเป็นอย่างไร ซึ่งทำอะไรก็ตามแต่ต้องยึดประโยชน์ผู้ประกันตน และยึดหลักไตรภาคี คือ นายจ้าง ผู้ประกันตน และภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า อย่าเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น” นายมนตรี กล่าว
นายมนตรี กล่าวว่า ที่มีการเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็ต้องไปดูว่าเขาทำอย่างไร หรือไปดูแบบมาเลเซียว่าเขาทำอย่างไร ไปดูประเทศที่เขาประสบความสำเร็จ เขาทำอย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องดูประเทศที่ไม่ประสบความสำเร็จด้วย เพราะมีหลายประเทศที่แปรรูปจากภาครัฐเป็นเอกชน สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ
“วันนี้คนบอกเห็นด้วยในการแปรรูป ถ้าพูดก็พูดง่าย แต่จะแปรเป็นอย่างไร ต้องมาดู ผมเคยให้สัมภาษณ์ว่า ณ วันนั้นที่มีการสัมภาษณ์ ผมยังไม่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่า เห็นด้วยกับการศึกษาความเป็นไปได้ แต่กลับมามีการสื่อสารว่าผมไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมบอกว่าเห็นด้วยกับการแปรรูปที่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ กลับไม่ได้ถูกสื่อสาร” นายมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่ากรอบเวลาให้คณะทำงานศึกษาโมเดลใน 60 วัน จะสามารถทำได้หรือไม่ นายมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าทำได้ มีการประชุมก็เสนอกันมา เพราะคนกลุ่มนี้มาเพื่อหาแนวทางว่ามีการเสนออะไรมาบ้าง แต่สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเสียงในสภา เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม ไม่ใช่ว่าเราอยากเปลี่ยน ก็เปลี่ยนได้เลย เพราะทุกสิ่งมี พรบ.ประกันสังคม อยู่ เราต้องดูข้อดี ข้อเสียเพื่อตัดสินใจ
ถามว่าการเปิดโอกาสให้ศึกษาการปฏิรูปสำนักงาน เป็นการยืนยันว่าบอร์ดประกันสังคม ไม่ได้หวงแหนอำนาจหรือไม่ นายมนตรี กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่หวงในอำนาจ เพราะตนมา 2 ปีก็ไปแล้ว การที่ตนมาทำงานเพื่อสังคม ก็ยินดีให้ตรวจสอบ การมาเป็นบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ก็เป็นวาระแรก เพราะมีคนชวนมาสมัคร ตนก็มา เพราะรู้ว่าสำนักงานประกันสังคม มีความสำคัญ และคิดว่าตนมีความรู้ที่นำมาทำงานได้จริง และยืนยันว่าสามารถตรวจสอบประวัติการทำงานเพื่อสังคมของตนได้ แต่การที่มีการนำข้อมูลของตนเมื่อ 13 ปีที่แล้วมากล่าวถึง ที่ตนถูกฟ้องจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงครั้งนั้นศาลมีคำสั่งให้ถอนฟ้อง และตนไม่ได้มีการชดเชยใดๆ เพราะเป็นการฟ้องเชิงธุรกิจ แต่เมื่อตนอธิบาย เรื่องนี้ไม่ถูกสื่อสารให้สังคมทราบ

