สปสช.ตั้งเป้าปี’69 สู้ PM 2.5 เพิ่มห้องเรียนปลอดฝุ่น 2,000 แห่งทั่วประเทศ
วันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ห้องเรียนปลอดฝุ่นกับสุขภาพเด็กเล็ก ความร่วมมือของชุมชนและหน่วยงานรัฐ” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแหลมทองพัฒนา เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่น ภายใต้ความร่วมมือของชุมชนและสำนักงานเขตสวนหลวง ใช้งบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ในการปรับปรุงห้องเรียน

นางนงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช. ให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก กลไกสำคัญในการขับเคลื่อน คือ กองทุน กปท. อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานไม่อาจอาศัยเพียงงบประมาณ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีระดับพื้นที่และท้องถิ่นร่วมกันผลักดัน สำหรับในส่วนของโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นนี้ สปสช. และภาคีเครือข่ายได้ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ในการสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น จำนวน 8,000 แห่งทั่วประเทศ เบื้องต้นปี 2569 ตั้งเป้า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ก่อนขยายเพิ่มเติมในปีต่อไป โดยครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถร่วมกันเขียนโครงการเพื่อเสนอขอรับงบจากกองทุน กปท. ได้ และมี สปสช.เขตพื้นที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง
“ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1,196 แห่ง ระยะแรกได้รับการสนับสนุนงบจากสำนักอนามัย กทม. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการแล้ว 98 แห่ง ปี 2569 จะเพิ่มเป็น 542 แห่ง และอีกกว่า 500 แห่งจะดำเนินการให้ครบทุกศูนย์” นางนงลักษณ์ กล่าวและว่า สำหรับพื้นที่ สปสช. อีก 12 เขต นั้น สสส.และภาคีระดับพื้นที่ได้จัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมประกอบการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

ด้าน นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหา PM 2.5 เป็นวาระระดับประเทศ ต้องแก้ไขเชิงระบบ แม้การรักษาจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่การป้องกันต้นทางยังมีความสำคัญ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด การสื่อสารป้องกันตนเอง และการพัฒนาห้องปลอดฝุ่นในหลายบริบท โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งอยู่ในวัยเจริญเติบโต สำหรับเป้าหมายสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น 2,000 แห่ง ในปีนี้ สสส. สนับสนุนด้านข้อมูลวิชาการและการจัดทำมาตรฐาน เช่น ขนาดห้อง จำนวนเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ งบที่เหมาะสม และประสิทธิผลในการลดฝุ่น โดยมีกองทุน กปท. เป็นกลไกสนับสนุนงบ พร้อมเชิญชวนพื้นที่ที่มีความพร้อมเสนอขอโครงการ
น.ส.ซูรียา จะนือรง หัวหน้ากลุ่มหลักประกันสุขภาพ สำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2568 มีโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นผ่านการพิจารณา 98 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 14 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2569 ผ่านมา 4 เดือน มีโครงการผ่านแล้ว 22 โครงการ ใช้งบกว่า 3 ล้านบาท และว่า ขั้นตอนการขอรับงบได้ปรับให้ง่ายขึ้น โดยศูนย์บริการสาธารณสุขจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนในการเขียนโครงการ

นายบัญชา สืบกระพัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง กล่าวว่า กทม. มีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เขตสวนหลวงมีศูนย์เด็กเล็ก 12 แห่ง ดำเนินการห้องเรียนปลอดฝุ่นแล้ว 6 แห่ง ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ โดยความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของผู้นำชุมชน หากพื้นที่ใดพร้อม เขตสวนหลวงยินดีสนับสนุนทันที
ขณะที่ พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กทม. กล่าวว่า กองทุน กปท. ไม่เพียงแก้ปัญหาสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือเสริมพลังให้ชุมชนจัดการปัญหาคุณภาพชีวิตของตนเอง ปัจจุบัน กทม. ยังมีงบกองทุน กปท. เหลือกว่า 960 ล้านบาท ชุมชนที่เห็นความเสี่ยงต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็กหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง สามารถเสนอขอโครงการทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ อย่างโครงการจัดทำห้องปลอดฝุ่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำได้

