เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า ในการประชุมมีการรายงานผลการศึกษาและเก็บข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนและผลการตรวจวัดความมึนเมาของผู้ขับขี่ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เพื่อดูผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในเวลา 14.00 – 17.00 น. ซึ่งยังไม่ใช่ข้อสรุปเป็นเพียงข้อมูลช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการทดลองให้ขยายเวลาขายจะต้องเก็บข้อมูล 180 วัน เบื้องต้นยังไม่มีผลเชิงลบแบบมีนัยสำคัญ จริงๆ ลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่เป็นการลดลงทั้งเส้นกราฟที่เก็บในช่วงระยะเวลาหลาย 10 วัน และยังไม่เห็นการกระตุกขึ้นของเส้นกราฟขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ การตรวจแอลกอฮอล์ช่วงปีใหม่ สธ. ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เปิดด่านตรวจในชุมชน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ภายในชุมชนยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทางที่ใช้จะเป็นรถจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์ แต่ยังไม่มีรายงานอุบัติเหตุเพราะเป็นการตรวจคัดกรองภายในชุมชน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะให้ชุมชนช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมภายในชุมชน
นายพัฒนา กล่าวว่า ประเด็นการปลดล็อกเพื่อขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สนามบินเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้เสนอมาให้มีการปลดล็อกขายได้ 24 ชั่วโมง เพื่อส่งเสริมในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งพื้นที่อีอีซีมีคนพลุกพล่านตลอดเวลา มีการจัดอีเวนต์ทั้งกลางวันและกลางคืน และเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้เป็นเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก (Airport City) ตามมติคณะรัฐมนตรี จึงมีข้อพิจารณาเรื่องนี้เข้ามาในการประชุม ซึ่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาว่า นโยบายของรัฐบาลที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชน เราก็เห็นด้วยที่จะมีการส่งเสริม แต่ในรายละเอียดจะให้ฝ่ายเลขา คือ กรมควบคุมโรค เข้าไปทำงานร่วมกับอีอีซี เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาเสนออีกครั้ง เพราะแม้ว่าพื้นที่ที่จะพัฒนาเป็นแอร์พอร์ตซิตี้จะมีทั้งสนามบิน โรงแรม อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) สนามแข่งรถ และอื่นๆ แต่ก็มีข้อยกเว้นเดิมอยู่แล้ว คือ การขายในโรงแรม สนามบินและพื้นที่ที่จดทะเบียนเป็นสถานบริการ ตามพระราชบัญญัติ (พรบ.) สถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งมีกฎหมายรองรับให้ขายอยู่แล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหามาก ดังนั้น พื้นที่ที่ไม่สามารถขายได้ตามข้อยกเว้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อมาประเมินผลกระทบและสร้างมาตรการประกอบการอนุญาต
เมื่อถามถึงการออกแนวทางห้ามขายเหล้าให้คนเมามีความคืบหน้าอย่างไร นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น โดยจะเป็นกฎหมายที่ออกภายใต้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ซึ่งมีการปิดรับฟังความเห็นในแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้นไปแล้ว จากนั้นก็ต้องร่างออกมาเป็นประกาศ ซึ่งจะต้องรับเปิดฟังความเห็นอีกครั้ง ก่อนออกประกาศ ดังนั้น ช่วงระหว่างนี้ร้านขายสามารถใช้แนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น เพื่อคัดกรองอาการเมามึน อย่างไรก็ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 29 ระบุว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา ดังนั้น ถ้ามีประกาศนี้ออกมาแล้ว หากมีเหตุว่าคนซื้อไปเกิดเหตุในภายหลัง ถ้ามีการฟ้องร้องและพิสูจน์ความผิดได้ ผู้ขายจะมีโทษด้วย แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ร้านขายก็จะไม่มีความผิด ฉะนั้น เบื้องต้นจึงมีคำแนะนำให้ร้านขายมีเครื่องวัดแอลกอฮอล์ แต่ย้ำว่าไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการใช้ตัดสินทางคดีได้ คาดว่าประกาศกรมควบคุมโรค จะสามารถออกมาบังคับใช้ได้ในช่วงเดือนมีนาคมก่อนเทศกาลสงกรานต์
ถามย้ำว่าข้อมูลที่นำมาพิจารณาผลกระทบหลังจากขยายเวลาขายเหล้ามาจากที่ใด และหากข้อมูลไม่เปลี่ยนแปลง จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายพัฒนา กล่าวว่า ข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาล การเกิดอุบัติบนท้องถนนที่ประสานมาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งจะมีการดูข้อมูลอีกครั้งเมื่อครบ 180 วัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากข้อมูลชุดนี้ น่าจะเชื่อได้ว่าการเปิดให้ขายตั้ง 14.00 – 17.00 น. น่าจะไม่มีผลกระทบเชิงอุบัติเหตุและอื่นๆ ส่วนเรื่องสังคมและอื่นก็จะต้องมาดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูว่าเมื่อครบ 180 วัน จะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งมีทั้งให้กลับไปใช้มาตรการเดิมในการกำหนดเวลาขาย หรือใช้มาตรการขยายเวลาขายนี้เป็นมาตรการถาวร หรือจะต้องเก็บข้อมูลต่ออีกกี่วัน

