สธ.ถก ‘เนปาล-บรูไน-สิงคโปร์’ ชูยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีน รับมือภัยอนาคต

9.02.26 | 18:31 น.

สธ.ถก ‘เนปาล-บรูไน-สิงคโปร์’ ชูยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีน รับมือภัยอนาคต

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2569) นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (Vice Chair of WHO Executive Board) เปิดเผยผลการหารือร่วมกับผู้แทนระดับสูงจาก 3 ประเทศ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (WHO EB) สมัยที่ 158 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การอนามัยโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ว่า

มีสาระสำคัญ 1.ไทย-เนปาล ยกระดับดิจิทัลสุขภาพและความมั่นคงวัคซีน ในการหารือกับ ดร.Bikash Devkota ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเนปาล ทั้งสองฝ่ายมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเปลี่ยนผ่าน สู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะ ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการทางการแพทย์ ความมั่นคงด้านวัคซีน ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) สนับสนุนวัคซีนในภูมิภาค เพื่อให้เกิดการเข้าถึง อย่างเท่าเทียม การพัฒนาบุคลากร เตรียมจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับพยาบาลและวิชาชีพสาธารณสุขเฉพาะทางร่วมกัน

Advertisement

2.ไทย-บรูไน เสริมเกราะอาเซียนรับมือโรคอุบัติใหม่ โดยได้หารือกับ ดร.Khalifah Ismail รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านบริการการแพทย์บรูไนฯ เห็นพ้องในการสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาคผ่าน Tabletop Exercise ประเทศไทยเสนอ จัดกิจกรรมซ้อมแผนจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินระดับภูมิภาค ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) พัฒนาแพลตฟอร์มประสานงานร่วมกันเพื่อตอบโต้โรคระบาดอย่างรวดเร็ว Leadership Programme: โครงการพัฒนาผู้นำด้านสาธารณสุขที่จะส่งบุคลากรไปเรียนรู้กับสถาบันระดับโลกอย่าง EU CDC

3.ไทย-สิงคโปร์ เน้นยุทธศาสตร์ 3 ฝ่าย และการปฏิรูป WHO ในการหารือกับ ศ.ดร.Derrick Heng รองอธิบดีด้านสาธารณสุขสิงคโปร์ ได้มีการหยิบยกประเด็นเชิงนโยบาย ระดับมหภาค ได้แก่ ความร่วมมือสามฝ่าย (ไทย-สิงคโปร์-สหราชอาณาจักร) เตรียมจัดฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อความพร้อมด้านสาธารณสุข (PPPR) บทบาทใน WHO ในโอกาสที่สิงคโปร์ดำรงตำแหน่งบอร์ด WHO ทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันการปฏิรูปธรรมาภิบาลขององค์การอนามัยโลก และเน้นการสร้างขีดความสามารถของประเทศสมาชิก (Country Capacity Building) ให้ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นพ.พงศธร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของไทยในฐานะรองประธานบอร์ด WHO ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อระบบสาธารณสุขไทย และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพโลกให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การหารือ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเชื่อมความสัมพันธ์ แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันทางสุขภาพในระดับภูมิภาค ประเทศไทยพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านการจัดการระบบสาธารณสุขมาแบ่งปัน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะก้าวผ่านวิกฤตสุขภาพในอนาคตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนต่อไป