สบส.เล็งปั้นผู้นำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 7.5 หมื่นคนทั่วปท. ตั้งเป้า ‘1 อสม. 10 คนเสี่ยง’ 

17.02.26 | 11:02 น.

สบส.เล็งปั้นผู้นำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 7.5 หมื่นคนทั่วปท. ตั้งเป้า ‘1 อสม. 10 คนเสี่ยง’ 

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สบส.พัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สู่ อสม.ผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตั้งเป้า อสม. 1 คน ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวน 10 คน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันโรค NCDs ในระดับชุมชน

ทพ.อาคมกล่าวว่า การพัฒนา อสม.ครั้งนี้ มุ่งเสริมศักยภาพให้ อสม.ทำหน้าที่เป็นผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของคนในชุมชน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน และร่วมขับเคลื่อนตำบลจัดการสุขภาพให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 75,086 คน ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค NCDs โดยยึดหลัก “สร้างพฤติกรรมใหม่ เสริมพฤติกรรมเดิม และลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยง” 

“อสม. จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจ เสริมทักษะ สนับสนุนการดูแลสุขภาพ และเป็นต้นแบบด้านสุขภาพให้กับประชาชนในชุมชน โดยจะได้รับการอบรมตามหลักสูตร อสม.ผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ระยะเวลาอบรมรวม 12 ชั่วโมง แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 5 บท ได้แก่ บทที่ 1 บทบาทและความสำคัญของ อสม.ในฐานะผู้นำด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ บทที่ 2 กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การวิเคราะห์ปัจจัย และการออกแบบกิจกรรม บทที่ 3 เทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บันได 6 ขั้นสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย บทที่ 4 การสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ และบทที่ 5 การดูแลตนเองตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต การดูแลตนเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัย “ความสม่ำเสมอ” การปรับ วิถีชีวิต จะช่วยให้ห่างไกลจากโรค NCDs สำหรับผู้ป่วยการปรับพฤติกรรมควบคู่การทานยาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยควบคุมโรคได้ดี นำไปสู่การมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว ทั้งนี้ อสม.ที่เข้ารับการอบรมจะต้องผ่านการทดสอบก่อนและหลังเรียน มีเวลาเรียนและได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จึงถือว่าผ่านการอบรม” ทพ.อาคม กล่าว

Advertisement

รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า อสม.ไม่ใช่เพียงผู้ให้ความรู้ แต่เป็นเพื่อน เป็นโค้ช และเป็นต้นแบบด้านสุขภาพของคนในชุมชน การยกระดับศักยภาพ อสม.จึงถือเป็นการลงทุนด้านการป้องกันโรคที่คุ้มค่า สร้างการดูแลสุขภาพเชิงรุก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนช่วยลดการเจ็บป่วย การสูญเสีย และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีในระดับชุมชน

ด้าน น.ส.มะลิ ไพฑูรย์เนรมิต ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กล่าวว่า สบส.มุ่งหวังให้ อสม.ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้ ได้แสดงพลังในการจัดการพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ คัดกรองและคัดเลือกประชาชนกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชน จำนวน 10 คน ต่อ อสม. 1 คน เพื่อร่วมกันวางแผน ออกแบบกิจกรรม และประเมินผลการปรับเปลี่ยนฤติกรรมสุขภาพ จากนั้น อสม.จะบันทึกข้อมูลกลุ่มเสี่ยงในระบบติดตามการดำเนินงานผ่านระบบ Smart อสม. และรายงานผลการดำเนินงานทุก 3 เดือน พร้อมรายงานผลการดำเนินงานจำนวน 2 ครั้ง คือ วันที่ 15 เมษายน 2569 และวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่ง สบส.จะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง