นักวิชาการ มธ.ชง 2 มาตรการกู้วิกฤต ‘สมาคมฌาปนกิจ’ ก่อนล้มเป็น ‘โดมิโน’ ทั่วปท.
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ รศ.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมีการสั่งยุบเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 10 แห่ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ทั้งหมด 3,839 แห่งทั่วประเทศ จะยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อๆ กัน เนื่องจาก 1.สมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แห่งอื่นๆ เกิดความตื่นตระหนก หรือรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจนไม่ส่งเงินต่อ 2.ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุนหรือเงินของสมาชิกแต่ละแห่ง 3.โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจากอัตราเด็กเกิดน้อย และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
“อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ยังอยู่ต่อไปได้ และเป็นรูปแบบสวัสดิการที่ยังมีความสำคัญกับประเทศไทยด้วย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีสวัสดิการอยู่ 3 ระดับ คือ 1.การซื้อด้วยเงินของตัวเอง 2. สวัสดิการที่รัฐจัดมาบริการให้ 3.สวัสดิการชุมชน ซึ่งในส่วนของสวัสดิการชุมชนนั้น เป็นส่วนที่จะรองรับคนที่ตกหล่นจาก 2 ระดับแรกไว้ ฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การปรับรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพสังคมและความเป็นจริง” รศ.อัจฉรากล่าว
นอกจากนี้ รศ.อัจฉรากล่าวว่า ในเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารนั้น พบว่าบางแห่งมีการสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นการออมเงิน จนมีประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าจะต้องมีดอกเบี้ย หรือพบผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนสุ่มเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) หรือการนำเงินของสมาชิกไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ บางแห่งไม่ได้มีการกันเงินสำรองไว้ (Buffer)สำหรับกรณีฉุกเฉินที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันอัตราการเกิดน้อยที่ต่ำ วัยแรงงานและประชากรลดน้อยลง จำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่การเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ประชากรมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือ ปัจจัยที่จะเกิดการยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อๆ กัน
รศ.อัจฉรากล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ มีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ 1.ภาครัฐต้องมีการตั้งองค์กรอิสระ เพื่อกำกับควบคุมการบริหารจัดการสมาคมให้มีมาตรฐาน และมีธรรมาภิบาล ผ่านการออกกฎหมาย หรือประกาศออกมาเหมือนกับกรณีของประกันชีวิต ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น จะต้องมีทุนสำรองจำนวนเท่าไร หรือมีการกันเงินขนาดไหน มีการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ฯลฯ
รศ.อัจฉรากล่าวว่า ทั้งนี้ องค์กรอิสระดังกล่าว อาจมีการสร้างตัวชี้วัด (indicator) ในการตรวจวัดสถานะและประสิทธิภาพการบริหารของกองทุน หรือสมาคมฌาปนกิจฯ จากนั้นก็ให้การรับรองว่าอยู่ในระดับไหน พร้อมกับทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้สถานะของกองทุน หรือคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มีความมั่นใจ รวมถึงหากมีระดับที่น่าเป็นห่วง ก็มีการแนะนำในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนกับบริษัทประกันที่มีระดับ A หรือระดับ AA
นักวิชาการ มธ.กล่าวว่า 2.รัฐควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างสมาคม หรือกองทุนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการประสานงานทรัพยากรกับเครือข่ายอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะบางพื้นที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก ทำให้การบริหารอาจจะต้องทำรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ ซึ่งการสร้างเครือข่ายยังจะช่วยเพิ่มกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันได้ด้วยอีกส่วน นั่นเพราะที่ผ่านมาระบบเหล่านี้ทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) เพราะท้องถิ่นก็จะขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่วนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และไม่เคยหารือหรือประสานงานกัน เพื่อที่ส่วนหนึ่งจะได้รู้ด้วยว่า ปัญหาในพื้นที่จริงๆ คืออะไร และนำไปสู่การแก้ไข หรือหาทางออกร่วมกันให้กับพื้นที่
ทั้งนี้ รศ.อัจฉรากล่าวว่า สำหรับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีการสั่งยุบเลิกไป 10 แห่งตามข่าวนั้น ตามกฎหมายแล้ว ตัวเงินสามารถคืนให้กับสมาชิกได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบการเฉลี่ยจ่ายให้ แต่จะเป็นการโอนให้กับสมาคม หรือกองทุนอื่นๆ เพื่อให้ดำเนินการต่อแทน แต่ก็ขึ้นอยู่สมาคมที่เป็นสมาชิกด้วยว่า มีการเก็บเงินแบบไหน เช่น เก็บเงินเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นรายครั้งแบบไม่มีการกันเงินเอาไว้ กรณีนี้จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ แต่ยังสามารถไปสมัครเป็นสมาชิกอื่นๆ ได้อยู่

