แปรขยะในทะเล เพิ่มมูลค่า-ลดมลพิษ ฟื้นฟูท่องเที่ยว

17.05.17 | 14:53 น.

การท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรสำคัญอีกตัวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เกินกว่าเป้าหมายจากตั้งไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 32.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% และนักท่องเที่ยวในประเทศ 145 ล้านคนต่อครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

ปี 2560 ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 2.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 1.81 ล้านล้านบาท และรายได้ในประเทศ 9.5 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 34.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.51%

ประเทศไทยมีจุดแข็ง ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล ที่มีอยู่ในหลายพื้นที่และหลายแห่งก็ติดอันดับของโลก ด้วยหาดทรายขาว ทะเลใส ปะการังสมบูรณ์ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างแวะมาเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

แต่กระนั้น ก็มีเรื่องให้วิตกกังวลกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น ด้วยเพราะปริมาณขยะในท้องทะเลของไทยแทบทุกแห่งก็เพิ่มมากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

Advertisement

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ประเทศสหรัฐ ได้ทำการสำรวจการทิ้งขยะในท้องทะเลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แล้วจัดให้ทะเลของไทยอยู่อันดับ 5 ที่ทิ้งขยะลงทะเลมากสุด

สอดคล้องกับข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี 2558 ตามแนวชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด พบว่ามีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้มีประมาณ 5 ล้านตัน ที่จัดการไม่ถูกวิธี

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจพบอีกว่าปริมาณ 10% ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล นั่นหมายความว่ามีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี

ประเมินกันว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะที่เป็นพลาสติกในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือประมาณ 750 ล้านชิ้น

ขยะเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญให้ปะการังในไทยเสียหายและลดหายไปทุกปี ซึ่งปะการังนับเป็นระบบนิเวศที่สำคัญมีผลต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล

นอกจากนั้น ขยะยังส่งผลสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น เต่าทะเล พะยูน โลมา ต้องตายมากขึ้น
ทำให้ความงดงามและมนต์เสน่ห์ของท้องทะเลไทยหม่นหมองลง หากไม่เร่งดูแลแก้ไขจะนำไปสู่วิกฤตทางทะลไทยในเร็ววัน

หากจะรอ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อคุ้มครองฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คงไม่ทันการณ์ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขและฟื้นฟู ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

จึงเป็นที่มาของโครงการ UPCYCLING THE OCEANS, THAILANDŽ โดยความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิอีโคอัลฟ์ (ECOALF Foundation) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการ UPCYCLING THE OCEANS ที่ประเทศสเปน เมื่อปี 2558

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ เพื่อส่งเสริมการจัดการปัญหาขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะ ที่เกี่ยวเนื่องในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซีŽ บอกเล่าถึงความเป็นมาว่า พีทีทีจีซีŽ มีความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง Sustainable BusinessŽ หรือการบริหารจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืน ในการดำเนินโครงการ UPCYCLING THE OCEANS, THAILANDŽ เพื่อลดปริมาณขยะในทะเลและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ สายใยซั้งเชือก PTTGC สร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำชายฝั่งทะเลŽ ตลอดแนวชายฝั่งทะเล จ.ระยอง ก่อนหน้านี้

โครงการนี้ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างคุ้มค่า โดยนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมรณรงค์การนำขยะขวดพลาสติกใส หรือขวด PET และขยะจากพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) ในทะเลและพื้นที่ชายฝั่งมาใช้ซ้ำ โดยการแปรรูปในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ด้วยนวัตกรรมการผลิตเป็นเส้นใยสังเคราะห์ และพัฒนาและออกแบบเป็นเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy)

ทั้งนี้ เป็นสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างคุ้มค่า ช่วยประหยัดพลังงานและน้ำในการผลิตในอุตสาหกรรมช่วยลดมลพิษในทะเล รวมทั้งช่วยฟื้นฟูและดูแลแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม

สำหรับระยะเวลาการดำเนินโครงการประมาณ 3 ปี โดยจะนำร่องพื้นที่ทะเล จ.ภูเก็ต และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี รวมไปถึงพื้นที่เป้าหมายในการจัดเก็บขยะในทะเลไทยของโครงการ UPCYCLING THE OCEANS, THAILANDŽ ได้แก่ ฝั่งทะเลตะวันออก (เกาะเสม็ด จ.ระยอง) ฝั่งทะเลอ่าวไทย (เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี) และฝั่งทะเลอันดามัน (จ.ภูเก็ต) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

”ในปีแรกนี้ ทาง พีทีทีจีซีž ทำการศึกษาโมเดลธุรกิจ โดยจะนำความสำเร็จของยุโรป มานำเสนอลูกค้าที่รับซื้อเม็ดพลาสติกจากพีทีทีจีซีž ไปผลิตผ้าผืนหรือแผ่นพลาสติก ให้หันมาใช้วัตดุดิบจากขยะในทะเลที่รีไซเคิลแล้ว คาดหวังว่าโครงการ UPCYCLING THE OCEANS, THAILANDž จะเป็นการขับเคลื่อนที่นำไปสู่การลดปริมาณขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”Ž สุพัฒนพงษ์สรุปภาพรวมของโครงการ

ด้าน ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เสริมว่า ททท. พีทีทีจีซีŽ และมูลนิธิอีโคอัลฟ์ (ECOALF Foundation) ได้กำหนดแผนดำเนินโครงการดังกล่าวร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะที่เกี่ยวเนื่องอย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้ประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากการประเมินของเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 สะท้อนให้เห็นความท้าทายด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวหลายๆ แห่ง ยังคงประสบปัญหาความเสื่อมโทรม และเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ น้ำเสีย โดยขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

“ในระยะแรกของโครงการนี้ ทาง ททท.จะรณรงค์สร้างจิตสำนึกการมีส่วนร่วมในการเก็บขยะทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ โดยมุ่งหวังไว้ว่าการเก็บขยะให้ได้ปีละ 1.1 หมื่นล้านชิ้นŽ” ยุทธศักดิ์คาดหวัง

ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ดำเนินโครงการ UPCYCLING THE OCEANS, THAILANDŽ เพื่อจัดเก็บขยะในทะเลไทยอย่างเป็นระบบ นอกจากจะเป็นการลดขยะและมลพิษแล้ว ยังนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรูปเป็นเสื้อผ้า กระเป๋าเป้ และสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มูลค่า

ขณะเดียวกันก็ช่วยฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทะเลให้กลับมาสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย