ปฏิรูป ‘นวดไทย’ ยกระดับมาตรฐาน สร้างเม็ดเงิน 2 แสนลบ. ดึงภูเก็ตจัดเวทีเวลเนสโลกปี 2026

7.03.26 | 10:10 น.

การยกระดับ “นวดไทย” ไม่ใช่เพียงการฟื้นภาพลักษณ์บริการผ่อนคลาย หากแต่เป็นการจัดระเบียบทั้งระบบ ตั้งแต่มาตรฐานวิชาชีพ ฐานข้อมูลดิจิทัล กลไกการเบิกจ่าย ไปจนถึงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพสู่เวทีโลก นี่คือทิศทางที่ นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กำลังขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยอุตสาหกรรมนวดและบริการสุขภาพของไทยมีมูลค่ารวมราว 200,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้ประมาณ 25% เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำมันนวด สมุนไพร เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์สปา หากยกระดับมาตรฐานบริการให้ชัดเจน จะช่วยเพิ่มมูลค่าทั้งฝั่งบริการและสินค้าไปพร้อมกัน แต่ปัญหาใหญ่หลังโควิด-19 คือการขาดแคลนกำลังคน

“กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ ร้านนวด–สปา หายไปจากระบบราว 30,000–50,000 คน ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพด้านการรักษาขาดอีกประมาณ 20,000 คน เพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว กรมฯ ปรับรูปแบบการพัฒนากำลังคนเป็น Hybrid Training ให้เรียนออนไลน์ก่อน แล้วจึงเข้าฝึกภาคปฏิบัติในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ พร้อมทำงานเชิงพื้นที่กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้จบแล้วมีงานรองรับทันที โมเดลนี้ช่วยลดต้นทุนเวลาและเพิ่มความแม่นยำของทักษะตามความต้องการตลาด” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในเชิงมาตรฐานวิชาชีพ กรมฯ จัดโครงสร้างผู้ให้บริการ 3 ระดับ ได้แก่ 1.กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ 150 ชั่วโมงขึ้นไป 2.กลุ่มเฉพาะทาง (Specialty) และ 3.ผู้ประกอบวิชาชีพ 4 ปี โดยกลุ่ม Specialty 7 กลุ่มอาการจะได้รับค่าบริการเพิ่มขึ้นจากชั่วโมงละ 250 บาท เป็นประมาณ 450 บาท ซึ่งตกลงกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว หลักคิดคือ “จ่ายตามทักษะและผลลัพธ์” เพื่อจูงใจให้เกิดการอัพสกิล และทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจการปฏิรูปคือ “ดิจิทัลไอดีหมอนวดไทย” ฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ตรวจสอบตัวตน หลักสูตรที่ผ่าน และสถานะการรับรองได้แบบเรียลไทม์ ระบบพร้อมใช้งานในระดับหน่วยบริการแล้ว และกำลังเคลียร์ประเด็นคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเปิดให้ประชาชนตรวจสอบผ่านแอพพลิเคชั่น ถ้าเราไม่แก้เรื่องการยืนยันตัวตนและมาตรฐาน ภาพลักษณ์จะเป็นปัญหา (pain point) ต่อไป

นอกจากนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดระเบียบดังกล่าวยังรวมถึงการตั้ง “วิทยาลัยนวดไทยแห่งประเทศไทย” เป็นกลไกกลางกำกับมาตรฐาน และหารือกับภาคเอกชนกำหนดราคากลางที่สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันตัดราคาจนกระทบคุณภาพ ในอีกด้าน กรมฯ เตรียมเปิดแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) ชื่อ “สยามมณี” รวบรวมผู้ผลิตสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับรางวัลในรอบ 20 ปี เพิ่มช่องทางการตลาดและความน่าเชื่อถือสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม มิติวิชาการก็เป็นอีกเสาหลักที่กรมฯ เร่งผลักดัน งานวิจัยแพทย์แผนไทยถูกต่อยอดเป็น “ชุดบริการครบวงจร” ทั้งยารับประทาน ยาแช่ ยาทา และหัตถการนวดเฉพาะทาง เช่น แนวทางดูแลโรคสะเก็ดเงิน อายุวัฒนะ ความงาม และภาวะมีบุตรยาก โดยผสานตำรับโบราณกับหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งระบบบริการและตลาดเวลเนสสมัยใหม่ ขณะที่ ระดับนานาชาติ กรมฯ เดินหน้าสร้างเครือข่าย “นวดไทยสีขาว” เพื่อแยกภาพลักษณ์จากธุรกิจสีเทา พร้อมส่งวิทยากรไปเทรนและออกใบรับรองมาตรฐานไทยในต่างประเทศ การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือกับสถานทูตและเครือข่ายผู้ประกอบการไทยในยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อให้การรับรองมีผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ไทยได้สิทธิจัดงาน Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน หลังลงทุนซื้อลิขสิทธิ์กว่า 30 ล้านบาท เพื่อนำผู้นำอุตสาหกรรมเวลเนสจากกว่า 70 ประเทศมาพบกับผู้ประกอบการไทย งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นเวทีซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ด้านสุขภาพ โดยใช้แพทย์แผนไทยและนวดไทยเป็นตัวชูโรง ควบคู่กับผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารไทยเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” นายสมศักดิ์ กล่าว

Advertisement

นายสมศักดิ์ ย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ระยะสั้น แต่คือการ “วางระบบ” ให้ภูมิปัญญาไทยเติบโตบนฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใส ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่หลักสูตร การรับรอง การเบิกจ่าย การคุ้มครองผู้บริโภค ไปจนถึงการสร้างตลาดต่างประเทศ หากกลไกเหล่านี้เดินพร้อมกัน นวดไทยจะไม่ใช่เพียงบริการผ่อนคลาย แต่เป็นอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีศักยภาพแข่งขันระดับโลกอย่างยั่งยืน