กกจ.ขอแรงงานไทยในพื้นที่สงครามเปิดแอพพ์ ‘TOEA’ ระบุพิกัดช่วยเหลือ

1.03.26 | 11:48 น.

กกจ.ขอแรงงานไทยในพื้นที่สงครามเปิดแอพพ์ ‘TOEA’ ระบุพิกัดช่วยเหลือ 

วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงตัวเลขแรงงานไทย มาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินจากสงคราม ว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พบว่า มีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอลอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านการอนุมัติของ กกจ.และยังอยู่ภายใต้สัญญาจ้าง จำนวนทั้งสิ้น 50,715 คน โดยแรงงานกลุ่มนี้กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากข้อมูลที่กระทรวงแรงงานได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ซึ่งระบุว่ามีคนไทยพำนักอยู่ในอิสราเอลรวม 58,921 คน ทั้งนี้ ตัวเลข 50,715 คน เป็นจำนวนแรงงานที่ได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานผ่านระบบของกรมการจัดหางานและยังอยู่ในสัญญาจ้าง ขณะที่ตัวเลข 58,921 คน เป็นจำนวนคนไทยทั้งหมดในอิสราเอล ซึ่งรวมถึงแรงงานที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้วแต่ยังไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทย รวมถึงผู้ที่อาจอยู่เกินกำหนดสัญญา

“สำหรับภาพรวมแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้มีประมาณ 77,000 คน กระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่น ๆ ในเขตอาณาการดูแลของสถานทูตไทย โดยในประเทศอิหร่านมีแรงงานไทยอยู่ในหลักร้อยราย ซึ่งถือว่ามีจำนวนไม่มากนัก และยังไม่มีรายงานปัญหาร้ายแรง” นายสมชาย กล่าว

อธิบดี กกจ. กล่าวว่า ในด้านมาตรการเตรียมความพร้อม แรงงานไทยทุกคนที่เดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะต้องผ่านการอบรมก่อนเดินทาง โดยกกจ.ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การติดตามข่าวสารจากทางการอิสราเอล การปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัย และการเข้าที่หลบภัยที่ใกล้ที่สุดเมื่อเกิดเหตุโจมตี ซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเตรียมความพร้อมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้กำหนดให้แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานผ่านระบบของรัฐดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “SMART TOEA” ซึ่งเป็นระบบติดตามพิกัดแรงงานแบบเรียลไทม์ ทำให้กรมการจัดหางานสามารถตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของแรงงานแต่ละรายได้ทันที บทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งแรงงานได้อย่างชัดเจน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องพัฒนาระบบติดตามดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การติดตามพิกัดจะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อแรงงานเปิดใช้งานโทรศัพท์มือถือและแอพพลิเคชั่นอยู่ตลอดเวลา

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ยังไม่มีรายงานว่าแรงงานไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยกกจ.ได้ประสานงานกับสำนักงานแรงงานในกรุงเทลอาวีฟอย่างใกล้ชิด และยังไม่พบการร้องขอความช่วยเหลือเป็นกรณีเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้เตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ทวีความรุนแรง โดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อเตรียมแผนอพยพแรงงานไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก และหากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ก็จะดำเนินการอพยพกลับประเทศไทยทันที

Advertisement

นายสมชาย กล่าวว่า แรงงานไทยในอิสราเอลเดินทางไปทำงานผ่าน 2 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) และระบบบริษัทจัดหางานเอกชน (B to B) ซึ่งในสัญญาจ้างของทั้ง 2 ระบบได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า นายจ้างหรือผู้ประกอบการต้องดูแลแรงงานให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หากพื้นที่ทำงานเกิดเหตุไม่สงบจนไม่สามารถทำงานต่อได้ จะต้องจัดหาแนวทางย้ายแรงงานไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า และหากสถานการณ์ขยายวงกว้างจนไม่สามารถดำเนินงานได้ทั่วประเทศ ก็ต้องให้ความร่วมมือในการอพยพแรงงานกลับประเทศไทย ดังนั้น ในกรณีที่แรงงานต้องเดินทางกลับก่อนครบกำหนดสัญญาเพราะสงคราม ถือเป็นเหตุสุดวิสัย แรงงานจะไม่ถูกลงโทษหรือเรียกเก็บค่าปรับ อีกทั้งในกรณีที่เป็นการจัดส่งผ่านบริษัทเอกชน หากมีค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไปล่วงหน้า ผู้ประกอบการจะต้องคืนเงินตามสัดส่วนที่เหลืออยู่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงาน

นายสมชาย กล่าวว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้จัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ที่ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอดเวลา เพื่อรวบรวมข้อมูล ประเมินสถานการณ์ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งในอิสราเอลและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้มาตรการเดียวกันเป็นกรอบปฏิบัติ แต่จะเพิ่มความเข้มข้นเป็นพิเศษในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างอิสราเอลและอิหร่าน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยสูงสุดท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” นายสมชาย กล่าว