ตรีนุช เผยแรงงานไทยในอิหร่าน-อิสราเอล ขอกลับน้อย เบรกสื่อถามประกันสังคม ปลัดกางแผนหากวิกฤต

2.03.26 | 14:01 น.

‘ตรีนุช’ รับแรงงานไทยในอิสราเอล-อิหร่าน แจ้งความประสงค์กลับประเทศน้อย ระบุบางพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ ย้ำกระทรวงแรงงานติดตามดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เบรกสื่อหลังถามความคืบหน้าประกันสังคม ลั่นขอเอาเรื่องแรงงานก่อน ปลัดยันแรงงานไทยในตะวันออกกลางปลอดภัย มีแผนรองรับหากวิกฤต

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีแรงงานไทยในอิสราเอลแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยน้อยว่า ขณะนี้มีความแจ้งความประสงค์มาไม่มาก โดยได้มอบให้ปลัดกระทรวงแรงงานและทูตที่ประจำอยู่ในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลางคอยติดตาม ซึ่งแรงงานไทยที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ที่อิสราเอล แต่ในอิหร่านมีจำนวนไม่มาก ไม่ถึง 100 คน ขณะนี้กระทรวงแรงงานเร่งให้ทูตแรงงานประสานกับแรงงานไทยที่อยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัย และประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อดูแลแรงงานไทยให้ปลอดภัย

เมื่อถามว่า สาเหตุที่แรงงานไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับมีน้อย เพราะเขาไม่อยากกลับมาหรือไม่ น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ต้องติดตามอีกครั้ง อย่างในอิหร่านยังขาดการติดต่อกันอยู่ การสื่อสารยังยากลำบาก แต่วันนี้คงจะทราบแนวทาง ทั้งนี้ ในส่วนของแรงงานไทยในอิสราเอลประสงค์จะเดินทางกลับยังมีน้อย ไม่ถึง 100 คน

เมื่อถามว่า เขาให้เหตุผลใดถึงไม่เดินทางกลับ น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ในบางส่วนของประเทศไม่ได้รับผลกระทบ ได้รับผลกระทบเพียงบางจุด อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์เพื่อติดตามตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายผู้สื่อข่าวได้สอบถามประเด็นประกันสังคมว่ามีความคืบหน้าเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างไร น.ส.ตรีนุชตอบทันทีว่า “อ๋อ เดี๋ยวเอาเรื่องนี้ก่อนนะคะ เอาเรื่องนี้ก่อนนะ”

Advertisement

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการรองรับช่วยเหลือแรงงานไทยที่ไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางหากสถานการณ์รุนแรงว่า ปัจจุบันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ และแรงงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานได้ตามปกติอย่างปลอดภัย ขอยืนยันว่าแรงงานไทยทุกคนในอิสราเอลยังคงปลอดภัยดี และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบ ซึ่งได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งได้จัดทำแผนรองรับตามความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่สำหรับการเผชิญเหตุ ตั้งแต่สถานการณ์คงที่ไปจนถึงการเยียวยาหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ

  • ระดับที่ 1 สถานะคงที่ เป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการสู้รบจำกัดอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สนามบินหรือเขตทหาร และยังไม่กระทบถึงระดับพลเรือนมากนัก
  • ระดับที่ 2 เหตุสู้รบขยายวงกว้าง เมื่อมีความรุนแรงและความถี่ในการสู้รบมากขึ้น หรือมีภัยแทรกซ้อนในพื้นที่
  • ระดับที่ 3 สถานการณ์ยืดเยื้อ จะเน้นการบริหารจัดการระยะยาว การส่งกำลังบำรุง และการประสานงานทั้งในและต่างประเทศ
  • และระดับที่ 4 เหตุการณ์ยุติ เน้นเรื่องการเยียวยา การดูแล และการจัดหางานใหม่ให้กับแรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต

“นอกจากนี้ ยังมีการประกาศชะลอการส่งแรงงานกลุ่มใหม่ไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพลเมือง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามพิกัดของแรงงาน และได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัด สำรวจครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบเพื่อเข้าเยี่ยมเพื่อสื่อสารให้กำลังใจกับครอบครัว และจัดตั้งศูนย์ประสานงานประจำจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลและลดความกังวลแก่ญาติพี่น้องของแรงงานที่พำนักอยู่ในประเทศไทยด้วย” พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าว

ขณะที่นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า เบื้องต้นในส่วนของ กกจ.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงแล้ว โดยเฉพาะอิสราเอลซึ่งมีแรงงานรอเดินทางกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตรระบบการจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G เนื่องจากน่านฟ้าปิดและเพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต กระทรวงแรงงานได้ร่วมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อเตรียมแผนอพยพ เส้นทาง และจุดพักคอยไว้พร้อมแล้ว แต่การดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงและนโยบายของรัฐบาล