เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังจากกลุ่มผู้แทน สายด่วนเอดส์และท้องไม่พร้อม (สายด่วน 1663) และสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA ที่ได้เข้ายื่นข้อเสนอแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยของผู้ประกันตน ว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของผู้หญิง และพร้อมนำข้อเสนอจากเครือข่ายภาคประชาสังคมไปพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยจะร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินงาน เป้าหมาย และกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาระบบบริการให้ผู้ที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงบริการได้ อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ประเด็นสำคัญคือการปรับปรุง ระบบการส่งต่อบริการทางการแพทย์ เช่น การถูกปฏิเสธการให้บริการ การไม่ออกใบส่งตัวจากโรงพยาบาลตามสิทธิ รวมถึงการถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม ส่งผลให้ผู้รับบริการบางรายต้องเดินทางข้ามจังหวัด หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการลางาน นอกจากนี้ ยังพบว่าหน่วยบริการในระบบประกันสังคมจำนวนมากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ยายุติการตั้งครรภ์ หรือขึ้นทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้ให้บริการ ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงบริการของผู้ประกันตนและแรงงานข้ามชาติ
ด้าน พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของผู้หญิงและผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อม เพื่อลดการตีตราทางสังคม จึงได้เร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อพัฒนาระบบการส่งต่อบริการยุติ
การตั้งครรภ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงจัดอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และมาตรฐานการให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยแบบองค์รวมของกรมอนามัย และเร่งผลักดันให้สถานพยาบาลในระบบประกันสังคมที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจำนวนมาก เข้าสู่ระบบการให้บริการอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยบริการที่สามารถให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้มากขึ้น
“นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบให้คำปรึกษาและการส่งต่อ โดยเชื่อมการทำงานของสายด่วนประกันสังคม 1506 กับสายด่วนปรึกษาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม 1663 เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูล การช่วยเหลือ และการส่งต่อบริการได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้หญิง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และทำให้ผู้มีสิทธิสามารถใช้บริการ
ได้อย่างเท่าเทียมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ” พญ.นงนุช กล่าว


