ไทยเผชิญ ‘สึนามิประชากร’ สวรส.ชงศึกษาระบบ ‘ลองเทอมแคร์ของประเทศ’ รับมือสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

21.03.26 | 10:10 น.

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าระบบสุขภาพและระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศพร้อมรับมือมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ทำให้การดูแลผู้สูงอายุในบ้านกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม “นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์สังคมสูงวัยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพียงแต่แต่ละประเทศมีความเร็วในการเปลี่ยนผ่านต่างกัน โลกทั้งโลกกำลังแก่ลงทุกประเทศ เพียงแต่บางประเทศไปไกลกว่าเรา เช่น ญี่ปุ่นหรือประเทศในสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่นมีประชากรอายุเกิน 65 ปีประมาณ 20–25% แล้ว และถ้าอายุเกิน 85 ปี ก็มีมากกว่า 10% ซึ่งถือว่าเป็นสังคมสูงวัยระดับสูง สำหรับประเทศไทย หากใช้นิยามตามกฎหมายผู้สูงอายุของไทยที่กำหนดว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถือเป็นผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 22% ของประชากรทั้งหมด และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง วันนี้คนอายุเกิน 60 ปีของประเทศไทยมีประมาณ 22% กว่าๆ แล้ว และสัดส่วนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใช้เกณฑ์สากลที่นับอายุ 65 ปีขึ้นไป เราอาจจะยังไม่ถึง 20% แต่ก็เกินระดับที่เรียกว่าเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว

นพ.ศุภกิจอธิบายว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่คือความเร็วของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เนื่องจากประเทศไทยเคยมีช่วงที่มีเด็กเกิดมากกว่าปีละหนึ่งล้านคน ทำให้ประชากรรุ่นนั้นกำลังทยอยเข้าสู่วัยสูงอายุในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คนที่เกิดเกินล้านคนต่อปีในช่วงหนึ่งของประเทศไทย ตอนนี้กำลังทยอยเข้าสู่วัย 60 ปีแล้ว พูดง่ายๆ คือคลื่นประชากรกำลังขึ้นฝั่ง บางคนเรียกว่ามันเหมือน ‘สึนามิประชากร’ เพราะมันมาเป็นก้อนใหญ่พร้อมกัน โดยการคาดการณ์ประชากรที่ สวรส.เคยทำร่วมกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งพบว่า ภายในประมาณปี 2583 ประเทศไทยจะมีประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศที่มีอายุเกิน 60 ปี ถ้าดูการคาดการณ์อีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า คนไทยประมาณ 1 ใน 3 จะเป็นผู้สูงอายุ นั่นหมายความว่าระบบสังคมและระบบสุขภาพต้องปรับตัวอย่างมาก

“เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เนื่องจากโรคจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โรคหลายโรคมันถามหาตอนอายุเยอะ เช่น เบาหวานหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ เราเห็นชัดว่าคนที่อายุมากมีโอกาสเป็นมากกว่าคนอายุน้อย เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นตามวัย” นพ.ศุภกิจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจระบุว่า การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไม่ได้เกิดจากผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีราคาสูงขึ้น อย่าไปโทษผู้สูงอายุอย่างเดียว เพราะอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้น เช่น การตรวจยีน การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีลักษณะเป็น “กราฟรูปตัว J” คือสูงในช่วงต้นชีวิตที่เป็นวัยเด็ก มักจะป่วยง่าย ค่าใช้จ่ายสูง จากนั้นโรคต่างๆ ลดลงในช่วงวัยทำงาน และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายชีวิต ที่อายุมาก โรคก็มากตามมา โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีก่อนเสียชีวิต นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของกองทุนสุขภาพหลักที่แบกรับค่าใช้จ่ายทางสุขภาพทั้งเด็กและคนสูงวัยอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพ หรือสิทธิบัตรทอง

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีไปพร้อมกับอายุที่ยืนยาว แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า Healthy Life Expectancy หรืออายุคาดเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี ซึ่งถ้าคนไทยอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี เราก็อยากให้ช่วงที่มีสุขภาพดีอยู่ถึง 75 หรือ 77 ปี ไม่ใช่ป่วยนานก่อนเสียชีวิต และปัจจุบันคนไทยมีช่วงเวลาที่มีสุขภาพไม่ดีเฉลี่ยประมาณ 7 ปีก่อนเสียชีวิต ซึ่งหากสามารถลดช่องว่างดังกล่าวลงได้ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น ถ้าเป็นไปได้ตัวเลขนี้ควรอยู่ที่ 1-3 ปี

Advertisement

ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้คือ ต้องมี “ระบบดูแลระยะยาว” หรือ Long-Term Care เพราะในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งจะมีภาวะพึ่งพิง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบลองเทอมแคร์ระดับประเทศที่ดี เพราะ หากใช้โมเดลการดูแลแบบนำผู้สูงอายุไปอยู่ในสถานพยาบาลทั้งหมด จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และอาจสร้างภาระทางการคลังของประเทศ ตัวอย่างมนุษย์เงินเดือนที่ต้องให้พ่อแม่ไปอยู่โรงพยาบาลเพื่อรักษาช่วงสุดท้ายของชีวิต ค่าใช้จ่ายรวมถึงอาจถึงหลักแสนบาท แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้จริง คำถามจึงมีคำตอบว่า โมเดลใหม่ที่จะเข้ามาช่วยดูแลคนสูงวัยในปัจจุบันคือ ระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน หรือ Community-based Long-Term Care ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ สวรส.กำลังศึกษา

โมเดลนี้เริ่มจากครอบครัวเป็นผู้ดูแลหลัก จากนั้นจะมีผู้ดูแลในชุมชนหรือ Caregiver เข้ามาช่วยดูแล เช่น การช่วยพลิกตัวผู้ป่วย การทำความสะอาดร่างกาย หรือการสังเกตอาการผิดปกติ คนที่จะดูแลผู้สูงอายุคนแรกคือคนในครอบครัว เพราะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเกินกำลังครอบครัว ก็ต้องมีระบบชุมชนเข้ามาช่วย ถัดขึ้นมาในระดับตำบลจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการพยาบาลดูแล หรือ Care Manager ซึ่งมักเป็นบุคลากรสาธารณสุข ทำหน้าที่วางแผนการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ และประสานกับโรงพยาบาลในกรณีที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา

ซึ่งแนวคิดการเพิ่มกำลังคนดูแลผู้สูงอายุในชุมชนยังสอดคล้องกับนโยบาย “พยาบาลอาสา” ที่พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอ โดยมี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นผู้ผลักดันแนวคิดดังกล่าว นพ.ศุภกิจมองว่า การมีบุคลากรดูแลผู้สูงอายุในระดับหมู่บ้านจำนวนมากเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าเราจะดูแลผู้สูงอายุจำนวนมาก เราต้องมีคนในชุมชนช่วยดูแล ไม่สามารถพึ่งโรงพยาบาลอย่างเดียวได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนอยู่แล้ว โดยต้องผ่านการอบรมตั้งแต่ 70–150 ชั่วโมง เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง อย่างไรก็ตาม ค่าตอบแทนยังถือว่าค่อนข้างต่ำ ทุกวันนี้บางพื้นที่จ่ายเดือนละ 2,000–3,000 บาท ซึ่งมันน้อยไป ถ้าจะให้ดูแลผู้สูงอายุหลายคนในชุมชน คุณภาพงานมันก็ยากจะดี หากมีการสนับสนุนค่าตอบแทนในระดับที่เหมาะสม เช่น ประมาณเดือนละ 10,000 บาท อาจช่วยให้ระบบดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า สวรส.จะจัดการประชุมเพื่อนำเสนอผลการศึกษาระบบลองเทอมแคร์ของประเทศไทย โดยนักวิจัยได้ลงพื้นที่ศึกษารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในหลายพื้นที่ เราจะดูว่าตอนนี้ประเทศไทยมีใครทำอะไรอยู่บ้าง โมเดลไหนทำได้ดี โมเดลไหนยังมีปัญหา เพื่อจะได้เห็นภาพว่าระบบลองเทอมแคร์ของประเทศอยู่ตรงไหน หลังจากนั้น สวรส.จะรวบรวมผลการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปใช้ในการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศ ถ้าเราจะรับมือกับสังคมสูงวัย เราต้องเริ่มพัฒนาระบบตั้งแต่ตอนนี้ เพราะระบบพวกนี้ต้องใช้เวลาในการสร้าง ถ้ารอให้คนแก่เพิ่มขึ้นมากแล้วค่อยทำ มันจะไม่ทัน

ทั้งหมดสะท้อนว่า “สังคมสูงวัย” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกับประเทศไทย ขณะที่ระบบการดูแลผู้สูงอายุยังต้องพัฒนาอีกมาก ทั้งในด้านกำลังคน งบประมาณ และการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยบริการสาธารณสุข

การศึกษาระบบลองเทอมแคร์ของ สวรส.ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการวางโครงสร้างการดูแลผู้สูงอายุของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างระบบดูแลในชุมชนให้เข้มแข็ง และพัฒนากำลังคนดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ให้เพียงพอ เพราะในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การมีระบบดูแลผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชน และความมั่นคงของระบบสุขภาพไทยในอนาคต