สทนว.เร่งปลดล็อกนวัตกรรมสุขภาพไทย ดันงานวิจัยพ้น ‘หิ้ง’ หนุนผู้ประกอบการผ่านช่วงหุบเหวการลงทุน

12.03.26 | 16:20 น.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่อาคารข่าวสด ในงานเสวนา “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ นวัตกรรมการแพทย์ในระบบหลักประกันสุขภาพ” ซึ่งจัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับหน่วยงานด้านวิจัยและนโยบายสุขภาพ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) 

ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ สทนว. กล่าวว่า .บทบาทของ สทนว.ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการสนับสนุนทุนวิจัยเป็นหลัก ไปสู่การขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์และสุขภาพให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบเศรษฐกิจและระบบสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการและนักพัฒนานวัตกรรมที่มีผลิตภัณฑ์พร้อมใช้งานแล้ว เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านวิจัยมักถูกวิจารณ์ว่าผลงานวิจัยจำนวนมากถูกเก็บไว้บนหิ้ง ไม่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือการใช้ในระบบบริการสุขภาพได้ ดังนั้นบทบาทของ สทนว.จึงมุ่งเน้นการพัฒนา “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่ช่วยผลักดันผลงานวิจัยให้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริง และสามารถเข้าสู่ตลาดได้ ทั้งนี้ การดำเนินงานของ สทนว.จะมุ่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ทำให้นวัตกรรมไม่สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงได้ โดยมีแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงความต้องการของตลาดกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นทาง การสนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ และการส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถเติบโตเป็นธุรกิจได้จริง

ดร.จิตติ์พร กล่าวว่า นอกจากนี้ สทนว.ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สปสช. เพื่อให้เข้าใจความต้องการของระบบบริการสุขภาพ ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ โดยการทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาเทคโนโลยีจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงในระบบสุขภาพได้มากขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนการลงทุนในช่วงที่เรียกว่า “หุบเหวของการลงทุน” ซึ่งเป็นช่วงที่นวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เนื่องจากขาดแหล่งเงินลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ระดับอุตสาหกรรม โดย สทนว.จะทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคเอกชน นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมลงทุนและผลักดันให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมด้านสุขภาพ

ดร.จิตติ์พร กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนอื่นๆ เช่น ระบบทรัพย์สินทางปัญญา กฎระเบียบด้านการกำกับดูแล และกระบวนการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อให้การนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพสามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในด้านทิศทางการสนับสนุนเทคโนโลยีในอนาคต สทนว.ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานจากเดิมที่เน้นด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่แนวคิด “Health and Wellness” ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตและได้รับความสนใจในขณะนี้ ได้แก่ เทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์และพัฒนาระบบบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานในระบบสุขภาพ

ดร.จิตติ์พร กล่าวว่า การสนับสนุนนวัตกรรมด้านสุขภาพในระยะต่อไปจะมุ่งพิจารณาจากความต้องการของระบบสุขภาพและประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาความจำเป็นของเทคโนโลยีในแต่ละช่วงวัยของประชาชน เพื่อให้การสนับสนุนนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของคนไทยได้อย่างแท้จริง และช่วยสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว

Advertisement