อย.ชี้ฉลากไม่ตรง ‘เสี่ยงเข้าข่ายของปลอม’ จ่อขอผลตรวจ ‘โปรตีน’ จาก CEO แบรนด์ดังเทียบมาตรฐานกลาง
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยผลตรวจปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโปรตีนผงบางแบรนด์ พบมีโปรตีนเพียง 8.56 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งต่ำกว่าที่ควรเป็นอย่างมากว่า ขอขอบคุณที่ผู้ประกอบการร่วมตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคว่า อย. มีระบบเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในกรณีประเด็นโปรตีนผงที่กำลังเป็นข่าว อย.เตรียมประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม และจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรมต่อไป
ภญ.สุภัทรากล่าวว่า กรณีที่มีการตรวจสอบโดยผู้ประกอบการหรือหน่วยงานอื่นนั้น อย.จะขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งวิธีการเก็บตัวอย่าง กระบวนการตรวจวิเคราะห์ และมาตรฐานที่ใช้ เพื่อพิจารณาว่าผลที่ออกมามีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบว่าสินค้าที่นำไปตรวจเป็นของแท้จากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อาจพบสินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตโดยตรง
“อย.มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตทั้งหมดอยู่แล้ว ทั้งสูตร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และสถานที่ผลิต ดังนั้น จะนำข้อมูลฝั่งผู้ประกอบการมาเทียบกับฐานข้อมูลของ อย.เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” ภญ.สุภัทรากล่าว
เลขาธิการ อย.กล่าวต่อว่า หากพบว่าปริมาณสารสำคัญ เช่น โปรตีน ไม่ตรงตามที่ระบุบนฉลาก จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย โดยหากมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยอาจเป็นความผิดเรื่องการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือผิดมาตรฐาน แต่หากต่ำกว่าที่ระบุอย่างมีนัยสำคัญอาจเข้าข่าย “อาหารปลอม” ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่รุนแรงกว่า
นอกจากนี้ อย.ยืนยันว่าดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวด ทั้งการสุ่มตรวจสินค้าในตลาด การตรวจสอบสถานที่ผลิตและนำเข้า รวมถึงการดำเนินคดีกับผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเผยแพร่ผลตรวจในกรณีที่พบความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ภญ.สุภัทรากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน ได้รับความนิยมสูงตามกระแสรักสุขภาพ ทำให้มีสินค้าออกสู่ตลาดจำนวนมาก อย.จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพ
“ขอให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณก่อนเลือกซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่มีการโฆษณาเกินจริง หรืออวดอ้างสรรพคุณเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต เช่น อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้ทันที ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา” ภญ.สุภัทรากล่าว

