อย.เตรียมแผน ‘รียูสขวดน้ำเกลือ-ล้างไต’ รับวิกฤต ‘เม็ดพลาสติก’ ขาดแคลน ย้ำสถานการณ์ปัจจุบันยังเพียงพอ
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ในช่วงความตึงเครียดของสถานการณ์โลกช่วงภาวะสงครามว่า โดยการมอบหมายของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา อย.ได้หารือร่วมกับผู้ผลิตและผู้นำเข้ายา รวมถึงเวชภัณฑ์จำเป็น กว่า 300 ราย เพื่อประเมินปริมาณสำรองและความเสี่ยงด้านซัพพลายอย่างใกล้ชิด พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมียาและเวชภัณฑ์สำรองในระบบในมือผู้ผลิตอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ทั้งในส่วนของยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยผู้ประกอบการได้รายงานข้อมูลสต๊อกเข้ามาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์
ภญ.สุภัทรากล่าวว่า แม้ภาพรวมยาและเวชภัณฑ์ในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก นอกจากนี้ ระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากต่างประเทศยังยาวนานขึ้น จากเดิมที่สามารถส่งมอบได้ตามรอบปกติ กลับมีความล่าช้า เนื่องจากต้องปรับเส้นทางการขนส่ง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินเรือและการบิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารสต๊อกใหม่ และเพิ่มปริมาณสำรองให้มากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง

“ขณะนี้ผู้ประกอบการสะท้อนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ซึ่งเป็นภาระที่ผู้ประกอบการต้องรับไว้ก่อนในช่วงนี้” ภญ.สุภัทรากล่าว
ภญ.สุภัทรากล่าวอีกว่า ความไม่แน่นอนของซัพพลายเออร์ในต่างประเทศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยบางกรณีผู้ผลิตไม่สามารถยืนยันระยะเวลาการส่งมอบวัตถุดิบหรือยาสำเร็จรูปได้ชัดเจนเหมือนเดิม ทำให้การวางแผนจัดซื้อและการบริหารคลังสินค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ต้นทุนจะปรับสูงขึ้น แต่ยาหลายรายการยังอยู่ภายใต้ระบบควบคุมราคา ทำให้ราคาจำหน่ายอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน ซึ่ง อย.จะรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางช่วยเหลือหรือมาตรการรองรับต่อไป
ภญ.สุภัทรากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ “ตัวยา” จะยังไม่มีปัญหา แต่ความเสี่ยงสำคัญเริ่มปรากฏในห่วงโซ่อุปทานด้าน “บรรจุภัณฑ์” โดยเฉพาะขวดและแกลลอนพลาสติกที่ใช้กับน้ำเกลือและน้ำยาล้างไต ซึ่งมีการใช้ในปริมาณสูงต่อวัน โดยวัตถุดิบหลักของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวคือ “เม็ดพลาสติก” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบางส่วนมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในประเทศยังสามารถผลิตได้ แต่ต้องพึ่งพาเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดความผันผวน จะกระทบต่อการผลิตภาชนะทันที อีกทั้งพลาสติกยังถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งวัตถุดิบ
ภญ.สุภัทรากล่าวว่า เพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว อย.ได้เตรียมมาตรการรองรับหลายด้าน ได้แก่ การเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ (second source) ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมจัดช่องทางอนุมัติแบบเร่งด่วน (fast track) เพื่อไม่ให้การผลิตสะดุด รวมถึงการหารือเรื่อง “การจัดสรรเม็ดพลาสติก” ซึ่งต้องประสานหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตพลาสติก เพื่อกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเม็ดพลาสติกให้ภาคการแพทย์ก่อน พร้อมการขอความร่วมมือผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและโรงงานแปรรูปในประเทศให้กันกำลังการผลิตบางส่วนสำหรับเวชภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำเกลือและแกลลอนน้ำยาล้างไต พร้อมการติดตามปริมาณสต๊อกเม็ดพลาสติกของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อประเมินความเพียงพอและวางแผนล่วงหน้า การเตรียมมาตรการรองรับกรณีต้องจำกัดการใช้พลาสติกในบางอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาคการแพทย์เข้าถึงวัตถุดิบได้ก่อน

เมื่อถามถึงกรณีสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ (worst case) ภญ.สุภัทรากล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต หรือขาดแคลน แต่ อย.ได้วางแผน “การนำภาชนะกลับมาใช้ใหม่” (reuse) ไว้ล่วงหน้า โดยย้ำว่าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งปกติขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตเป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพราะการนำกลับมาใช้ใหม่มีต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนจากผู้ป่วยกว่าซื้อใหม่ แต่ในสถานการณ์จำเป็นจริงๆ อาจต้องพิจารณารียูส โดยต้องมีระบบทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กระบวนการรียูสจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ เช่น การเก็บรวบรวมภาชนะที่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ, การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในระดับที่ปลอดภัยต่อการใช้งานทางการแพทย์, การตรวจสอบความสมบูรณ์ของภาชนะ เพื่อป้องกันการรั่วซึมหรือปนเปื้อน และการรับรองมาตรฐานก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต
“การรียูสจะทำได้เฉพาะในภาวะจำเป็นจริงๆ โดยต้องมีระบบควบคุมครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ การตรวจสอบคุณภาพ และการรับรองมาตรฐาน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและความเสี่ยงต่อผู้ป่วย” ภญ.สุภัทรากล่าว
ภญ.สุภัทราย้ำว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงแผนสำรองในสถานการณ์เลวร้ายซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น โดยสถานการณ์ภาพรวมยังสามารถควบคุมได้ แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เนื่องจากปัจจัยด้านโลจิสติกส์ ต้นทุน และซัพพลายเชนทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ อย.ได้ขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลให้สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ตามความจำเป็นในภาวะปกติ หลีกเลี่ยงการกักตุนเกินความต้องการ เนื่องจากอาจทำให้ระบบกระจายสินค้าเกิดความผันผวน และกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่จำเป็นต้องใช้ยา
“ขณะนี้เรายังมีสต๊อกเพียงพอ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการให้สมดุล เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง ขอความร่วมมือไปยังประชาชนว่าไม่ควรตื่นตระหนกและซื้อยา หรือเวชภัณฑ์กักตุนเกินความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ และมีปริมาณสำรองเพียงพอ การซื้อไปกักตุนเกินความจำเป็น นอกจากจะทำให้ยาหมดอายุโดยไม่ได้ใช้แล้ว ยังอาจกระทบต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้จริง ทำให้เข้าถึงยาได้ยากขึ้น” ภญ.สุภัทรากล่าว

