ปลัดสธ.เผย ‘ยาวาร์ฟาริน’ จากอิสราเอลเสี่ยงขาดตลาด เร่งหาแหล่งทดแทนใน อินเดีย-จีน พร้อมออกมาตรการรับมือต่อเนื่อง

23.03.26 | 16:35 น.

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทย ภายใต้ความกังวลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ว่า ในภาพรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลน โดยจากการสำรวจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้ประกอบการที่จำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกยาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3–4 เดือน และบางรายการอาจยาวถึง 6 เดือน อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องการให้เกิดการกักตุนยาในระบบ โดยเฉพาะในระดับโรงพยาบาล เนื่องจากจะทำให้การกระจายยาเสียสมดุล จึงได้สื่อสารไปยังหน่วยบริการให้บริหารจัดการยาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมการจ่ายยา จากเดิมที่บางกรณีจ่ายล่วงหน้า 3–4 เดือน อาจพิจารณาปรับลดเหลือประมาณ 1–2 เดือนในช่วงที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน เพื่อให้สต็อกยาในระบบเพียงพอและกระจายได้ทั่วถึง

ในส่วนของ “ยาที่มีความเสี่ยง” นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า เป็นยาวาร์ฟาริน ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด และมีแหล่งผลิตจากอิสราเอล เป็นหนึ่งในรายการที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยจะนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย และจีน เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยไม่สะดุด แม้ในปัจจุบันยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนยาในเชิงปริมาณ แต่สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นแน่นอนคือ “ต้นทุนและราคายา” ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบด้านโลจิสติกส์และต้นทุนพลังงาน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เตรียมมาตรการรองรับ โดยร่วมกับ อย. จัดทำแนวทางทั้งระยะสั้นและระยะกลาง โดยในระยะสั้น จะเน้นมาตรการควบคุมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Rational Drug Use: RDU) ลดการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีราคาสูง และส่งเสริมการใช้ยาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการใช้ยาทดแทนในกรณีที่สามารถทดแทนกันได้ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาใช้กลไกการต่อรองราคาทั้งในระดับเขตและระดับประเทศ หากจำเป็น เพื่อควบคุมไม่ให้ราคายาสูงเกินไป

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน อย. ได้ปรับกระบวนการอนุญาตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มแหล่งนำเข้าใหม่ หรือการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนยาในกรณีจำเป็น เพื่อให้มีทางเลือกในการจัดหาเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือการพัฒนาระบบติดตามสต็อกยาและราคายาแบบเรียลไทม์ (dashboard) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันปัญหาการกักตุนยาในระบบ ในระยะกลาง กระทรวงสาธารณสุขจะใช้แนวคิด “One Province One Hospital” เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการยา โดยให้โรงพยาบาลในจังหวัดเดียวกันสามารถแบ่งปันสต็อกยาและบริหารทรัพยากรร่วมกันได้ หากพื้นที่ใดมีปัญหาขาดแคลน จะสามารถกระจายยาจากพื้นที่อื่นภายในจังหวัดหรือเขตเดียวกันได้ทันที ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนเฉพาะจุด

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เข้ามาช่วยบริหารจัดการยา เช่น การลดจำนวนผู้ป่วยนอกที่ต้องเดินทางมารับยา และการวางแผนจ่ายยาให้เหมาะสมกับบริบทผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดภาระต่อระบบและลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น ในส่วนของเวชภัณฑ์โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟอกไต เช่น น้ำยาฟอกไต และบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดพิเศษ พบว่ามีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพลาสติกเกรดเฉพาะที่ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งบางรายการเริ่มมีภาวะขาดช่วง อย่างไรก็ตาม มีแนวทางแก้ไขหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ การใช้วัสดุทดแทน หรือการพิจารณานำอุปกรณ์บางส่วนกลับมาใช้ซ้ำในกรณีที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการปลอดเชื้อระดับสูง โดยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้เชี่ยวชาญและภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วง 2–3 สัปดาห์ ในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขมุ่งเน้นการสร้าง “ความมั่นคงทางยา” (drug security) โดยลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมการผลิตยาในประเทศมากขึ้น รวมถึงการทำสัญญาจัดซื้อระยะยาว เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความผันผวนของราคาในอนาคต

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่า มาตรการทั้งหมดไม่ได้มุ่งลดคุณภาพการรักษา แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยยังคงได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยในระยะสั้นยังมั่นใจว่ายาและเวชภัณฑ์ของประเทศ “ยังเพียงพอ” แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบในทุกระดับ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อในอนาคต

Advertisement

ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการรองรับสถานการณ์ “ยาขาดแคลนและราคายาปรับสูงขึ้น” ว่า ได้มีการวางแนวทางเป็น 3 ระยะ ซึ่งภายใน 2-3 วันนี้ จะมีร่างประกาศออกมานำเสนอให้ปลัดสธ.ลงนาม โดยมีรายละเอียดดังนี้ ระยะสั้น ช่วงประมาณ 3-4 เดือน มาตรการระยะสั้นจะเน้นการควบคุมสถานการณ์ในระบบให้ยาเพียงพอและไม่เกิดการใช้เกินจำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Rational Drug Use: RDU) เป็นหลัก ควบคู่กับการยึดการใช้ “บัญชียาหลักแห่งชาติ” ซึ่งมีหลักฐานรองรับ เพื่อลดการใช้ยานอกบัญชีที่มีราคาสูง นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่อง “การต่อรองราคายา” โดยอาจใช้กลไกระดับเขต หรือหากจำเป็นอาจดำเนินการในระดับประเทศ เพื่อควบคุมไม่ให้ราคายาปรับสูงเกินไปในช่วงวิกฤติ อีกทั้งมีการส่งเสริมการใช้ “ยาทดแทน” ในกรณีที่ยาบางรายการมีความเสี่ยงขาดแคลน โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการและความปลอดภัยของผู้ป่วย พร้อมกันนี้ อย. จะเข้ามามีบทบาทในการปรับกระบวนการอนุญาตให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์

นพ.เอกชัย กล่าวว่า ระยะกลาง ช่วงประมาณ 3-6 เดือน ในระยะกลาง จะเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรในระบบ โดยเฉพาะการใช้กลไก “One Province One Hospital” ซึ่งหากดำเนินการได้เต็มรูปแบบ จะช่วยให้สามารถแบ่งปันทรัพยากร โดยเฉพาะสต็อกยาระหว่างโรงพยาบาลภายในจังหวัด หรือในระดับเขตได้ ขณะเดียวกัน จะมีการนำระบบ Telemedicine และ Telehealth เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการยา เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องมารับบริการในโรงพยาบาล และช่วยให้การจ่ายยาเป็นระบบมากขึ้น อีกส่วนสำคัญ คือการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบหนัก ให้สามารถบริหารสต็อกยาในระดับจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงยาในแต่ละพื้นที่ และ ระยะยาว มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ในระยะยาว จะมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริม “การผลิตยาในประเทศ” มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านยาในระยะยาว พร้อมกันนี้ จะมีการผลักดันการทำ “สัญญาจัดซื้อระยะยาว” เพื่อลดความผันผวนของราคายา และสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนของระบบ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบติดตามข้อมูล เช่น ระบบแดชบอร์ด (dashboard) สำหรับติดตามราคายาและสต็อกยา เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที และป้องกันปัญหาการกักตุนยาในระบบ