สธ.ถกอีโอซีคาดสู้รบ ต.อ.กลางทำราคายาพุ่ง10% เฝ้าระวัง 63 รายการ ยัน ‘วาร์ฟาริน’ ไม่ขาด
วันนี้ (24 มีนาคม 2569) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC-1) เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมทางไกล (Web Conference)

นายพัฒนา กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้ระบบบริการสาธารณสุขมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงวัตถุดิบพลาสติกผลิตภาชนะบรรจุยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะขาด ส่วนยาและเวชภัณฑ์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ผลิตในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย อาจมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และการขนส่งภายในประเทศล่าช้าจากข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง แต่คงไม่ถึงขั้นขาดคราวหรือขาดแคลน

นายพัฒนา กล่าวว่า สธ.ได้วางมาตรการรับมือ 3 ระยะ โดยระยะสั้น 0-6 เดือน เน้นบริหารจัดการพลังงาน ลดการเดินทาง ประชุมออนไลน์ ให้มีการ Work From Home โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ประสานสถานีเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน เพิ่มบริการผ่านระบบ Telemedicine ให้ได้ร้อยละ 30 โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการคงที่ และใช้ระบบส่งยา Refill ทางไปรษณีย์ร้อยละ 100 รวมถึงปรับการจ่ายยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้สั้นลงไม่เกินครั้งละ 1-2 เดือน ตามบริบทพื้นที่
“สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังได้จัดทำ Watch List ยาและเวชภัณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยารักษามะเร็ง รวมถึงวัคซีน โดยติดตามปริมาณสำรองคงคลังจากผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นมี 63 รายการ ขณะนี้มีปริมาณสำรองเพียงพอตั้งแต่ 3-12 เดือน และยังจัดทำมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อลดผลกระทบในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านภาชนะบรรจุและด้านวัตถุดิบ โดยให้สามารถยื่นขอคำแก้ไขเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนแหล่งผลิตเดิมได้” นายพัฒนา กล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ระยะกลาง 6-9 เดือน เพิ่มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้ว 1,683 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90.6 มีกำลังการผลิต 129,113 กิโลวัตต์ รวม 188 ล้านหน่วย/ปี ช่วยประหยัดค่าไฟได้ 687 ล้านบาท/ปี และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 88,258 TONco2/ปี มีการปรับเปลี่ยนใช้ยาทดแทนตามมาตรฐานทางการแพทย์ ส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและวัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งยกระดับการใช้หมอพร้อม Super App ในการให้บริการทาง Telemedicine ส่วนระยะยาว 9 เดือนขึ้นไป มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด เปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้า ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ รวมถึงขยายหน่วยบริการปฐมภูมิและนำ AI มาใช้ สำหรับการบริหารจัดการยาขององค์การเภสัชกรรม พบว่า เป็นผู้ผลิตเอง 203 รายการ เป็นผู้จัดหา 171 รายการ ได้จัดซื้อและสำรองวัตถุดิบจากแหล่งผู้ผลิตในยุโรปและสหรัฐเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความผันผวน และเพิ่มแหล่งวัตถุดิบที่สามารถใช้ทดแทนกันได้จากผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยง

“ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เป็นหน่วยบริหารจัดการภายในพื้นที่ ตรวจสอบทรัพยากรสำคัญ 5 กลุ่ม คือ น้ำมัน ยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และชุด PPE อย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลที่เข้ามาในระบบรายงาน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางจากน้ำมันเชื้อเพลิง 25 จังหวัด แต่ยังให้บริการได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังให้จัดทำแผนความต่อเนื่องบริการ (BCP) รวมถึงยกระดับงานเอกสารราชการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอนุมัติให้ทุกหน่วยงานส่วนภูมิภาคใช้งานระบบ e-Office ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้” นายพัฒนา กล่าวและว่า ครั้งนี้ เป็นการประชุมอีโอซีทั่วประเทศครั้งแรกในการเตรียมพร้อมยาและเวชภัณฑ์ เพื่อรับมือสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ยืนยันว่ายังไม่มีสถานการณ์ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ ปัจจุบันมีสต็อกอยู่ 3 เดือน แต่บางชนิดอาจ 2-6 เดือน
ทั้งนี้ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ แต่สัญญาณที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีสงครามลากยาวกว่านี้ คือ ราคายา แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแต่ละตัวมีต้นทุนต่างกัน แต่หากมองภาพรวม โลจิสติกส์คอร์สต่างๆ ไม่น่าเกินร้อยละ 10 ที่ประชุมมอบให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) พิจารณากรณีการซื้อยาที่ อภ.ไม่ได้ผลิต และโรงพยาบาลมีการใช้ โดยจัดซื้อจากภายนอก ขณะนี้ได้ให้ อภ.ศึกษาว่า สามารถซื้อให้โรงพยาบาลใช้ก่อนได้หรือไม่
นายพัฒนา กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมทุกสัปดาห์ หรือทุก 2 สัปดาห์ เพื่อติดตามสถานการณ์ และว่า ในช่วง 3 เดือนจะตรึงราคาเดิมไว้ เนื่องจากยังเป็นยาสต็อกเก่า โดย อย. มีข้อมูลยาแต่ละล็อตนำเข้าเมื่อไร หากเข้ามาก่อนเหตุการณ์ ก็ไม่สมควรผลักภาระไปที่ผู้บริโภค และว่า ที่กังวลว่ายารักษาโรคอัลไซเมอร์ขาดแคลน จากการตรวจสอบล่าสุด ไม่พบสัญญาณการขาดแคลน และ อย.มีระบบมอนิเตอร์ใกล้ชิด
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังพิจารณายาจิตเวช ยาอื่นๆ รวมถึงแพคเกจจิ้งต่างๆ ที่อาจมีต้นทุนสูงขึ้น ทั้งนี้ ล่าสุด อย.ได้ทำทางด่วน (ฟาสแทร็ก) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนปริมาณในแต่ละกล่อง แต่ละกระปุกยา หรือเปลี่ยนแพคเกจจิ้งเพื่อยืดหยุ่นเรื่องราคา ซึ่งได้เน้นย้ำเรื่องขึ้นทะเบียนยาด้วย
ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ว่า สำหรับวัตถุดิบที่ผลิตยาวาร์ฟาริน ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ที่นำเข้าจากประเทศอิสราเอล จากการตรวจสอบมีในสต็อกยาวถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ล่าสุดได้ประสานกับบริษัท ให้จัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองไว้ ขณะนี้บริษัทกำลังดำเนินการ จึงไม่ต้องกังวล

