เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเกิดกระแสดราม่าความขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลบึงกาฬ ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายดูถูกหรือเหยียดหยามกันในวิชาชีพ ระหว่างแพทย์และพยาบาลว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 8 แล้ว โดยผู้ตรวจราชการได้เรียกผู้เกี่ยวข้องและบุคลากรในหน่วยงานดังกล่าวมาสอบถามข้อเท็จจริงในเบื้องต้น
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ากรณีดังกล่าว “มีมูล” และมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่ต้องดำเนินการต่อ จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีคำสั่งให้แพทย์ผู้ถูกร้องเรียน “หยุดปฏิบัติงานชั่วคราว” ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินไปอย่างเต็มที่
“หากพฤติกรรมที่ปรากฏเป็นความจริง ก็ต้องถือว่าเป็นความผิดทางวินัย เพราะบุคลากรทุกคนในโรงพยาบาลถือเป็นทีมเดียวกัน การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน” นพ.สมฤกษ์กล่าว
เมื่อถามว่า กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด มีแนวทางกำชับหรือดูแลปัญหาลักษณะนี้อย่างไร เนื่องจากแพทย์และพยาบาลล้วนเป็นบุคลากรในสังกัดเดียวกัน นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า โดยหลักแล้วกระทรวงมีนโยบายชัดเจนเรื่องพฤติกรรมในการทำงานร่วมกัน ทั้งต่อเพื่อนร่วมงานและผู้รับบริการ หากพบว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะในลักษณะใด จะต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ยอมรับว่าข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมระหว่างบุคลากรในลักษณะคล้ายกัน อาจเกิดขึ้นได้ในหลายองค์กร แต่ระดับความรุนแรงและผลกระทบจะแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ถือว่ามีปัญหาในระดับที่ต้องเร่งจัดการ
นพ.สมฤกษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างหารือกับผู้ตรวจราชการ เพื่อกำหนดแนวทางจัดการปัญหาพฤติกรรมของบุคลากรในโรงพยาบาลให้ชัดเจนมากขึ้น โดยหากเป็นกรณีที่รุนแรงเกินกว่าผู้บริหารหน่วยงานจะดำเนินการได้ในระดับโรงพยาบาล เขตสุขภาพจะเข้ามารับผิดชอบในการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยแทน
เมื่อถามย้ำว่า คำสั่ง “พักงาน” ดังกล่าวมีผลแล้วหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วน คาดว่าจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติงานชั่วคราวในเร็วๆ นี้ โดยเป็นการหยุดปฏิบัติงานเฉพาะในโรงพยาบาลดังกล่าว ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง
“เข้าใจว่าวันนี้ข้อมูลน่าจะครบถ้วนแล้ว ก็จะให้หยุดปฏิบัติงานก่อนประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้การสอบสวนทำได้อย่างเต็มที่” นพ.สมฤกษ์กล่าว
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสะท้อนปัญหาเชิงระบบ เช่น ภาระงานที่หนักหรือความเหนื่อยล้าของบุคลากรหรือไม่ นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ส่วน โดยในภาพรวม แม้บุคลากรจะมีภาระงานหนักเพียงใด ก็ไม่ควรมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงานหรือผู้รับบริการ
“สำหรับกรณีนี้ เป็นเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล ไม่ได้เกี่ยวกับปริมาณงาน แม้ภาพรวมจะดูเหมือนงานหนัก แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล” นพ.สมฤกษ์กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขย้ำหลักการทำงานเป็นทีมในระบบบริการสาธารณสุข โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกวิชาชีพเคารพและให้เกียรติกัน เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบสาธารณสุขไทย

