มอบรางวัล ‘นพ.เดชา’ หมอดีเด่นในชนบทประจำปี2568
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศยกย่อง “แพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากรทางการแพทย์ที่อุทิศตนทำงานในพื้นที่ห่างไกล โดยปีนี้รางวัลตกเป็นของ “นพ.เดชา แซ่หลี” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ผู้ทำงานรับใช้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ สะท้อนภาพ “หมอชนบท” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำการพัฒนาระบบสุขภาพระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
โดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการคัดเลือกและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง รางวัลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2516 มีเป้าหมายเพื่อยกย่องแพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชนบท ซึ่งต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมให้แก่ประชาชน โดยกระบวนการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทมีความเข้มข้นและรอบด้าน โดยคณะกรรมการไม่ได้พิจารณาเพียงผลงานเชิงเอกสาร แต่ลงพื้นที่จริงเพื่อประเมินการทำงาน สัมภาษณ์ผู้ร่วมงานและประชาชนผู้รับบริการ ตลอดจนพิจารณาบริบทของพื้นที่อย่างละเอียด ทำให้รางวัลนี้สะท้อนคุณค่าของ “การทำงานจริง” มากกว่าความสำเร็จเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ในปีนี้ นพ.เดชา แซ่หลี ได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหารจัดการระบบสุขภาพในระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเทพา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การทำงานในบริบทดังกล่าวต้องอาศัยทั้งความเข้าใจพื้นที่ ความอดทน และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวยกย่องว่า แพทย์ชนบทถือเป็น “เสาหลักของระบบสาธารณสุขไทย” และการทำงานด้วยความเสียสละของ นพ.เดชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ทางการแพทย์มาผสานกับการพัฒนาชุมชน โดยไม่เพียงรักษาผู้ป่วย แต่ยังสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่ เส้นทางการทำงานของ นพ.เดชา เริ่มต้นจากการเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลปัตตานี ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งในจังหวัดปัตตานี เช่น โรงพยาบาลทุ่งยางแดง และโรงพยาบาลกะพ้อ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและมีความท้าทายเฉพาะตัว จากนั้นจึงมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นพ.เดชา ได้พัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้น “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยผสานงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวเข้ากับการพัฒนาระบบสุขภาพระดับอำเภอ (District Health System) ส่งผลให้เกิดโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ การขับเคลื่อนกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงโครงการป้องกันโรคไตในชุมชน และการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ในระดับพื้นที่ ซึ่งสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากบทบาทด้านการแพทย์ นพ.เดชา ยังเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาล โดยพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพทั้งด้านบริการและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ GREEN & CLEAN Hospital ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลชุมชนให้สอดคล้องกับนโยบายสาธารณสุขสมัยใหม่
ผลงานดังกล่าวทำให้ นพ.เดชา ได้รับรางวัลและการยอมรับจากหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ แพทย์ชนบทดีเด่น ข้าราชการดีเด่น นักบริหารโรงพยาบาลดีเด่น และรางวัลด้านการพัฒนาระบบสุขภาพในระดับประเทศและระดับพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอในการทำงานเพื่อสังคม การได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นการสะท้อนคุณค่าของ “ระบบแพทย์ชนบท” ที่ยังคงเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
ภายในงานยังมีการจัด “ปาฐกถาอุดม โปษะกฤษณะ” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดของแพทย์ชนบท โดย นพ.เดชา ได้บรรยายในหัวข้อ “หัวใจหมอชนบท ท่ามกลางบริบทที่เปราะบาง” ถ่ายทอดมุมมองการทำงานในพื้นที่จริง ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยสาระสำคัญของปาฐกถาชี้ให้เห็นว่า การทำงานในชนบทไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับเมืองใหญ่ได้ แต่ต้องอาศัยการออกแบบระบบบริการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และการสร้างความไว้วางใจระหว่างบุคลากรสาธารณสุขกับชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้มาตรการด้านสุขภาพประสบความสำเร็จ
ดังนั้น รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทจึงเป็นมากกว่าการเชิดชูบุคคล แต่เป็นการตอกย้ำแนวคิด “การแพทย์เพื่อสังคม” ที่เน้นความเท่าเทียม การเข้าถึง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย


