เปิดสาระสำคัญ พรบ.อากาศสะอาด จำเป็นอย่างไร วัดใจนายกฯหนู ไปต่อหรือนับ 1 ใหม่

2.04.26 | 17:58 น.
ฝุ่น

เปิดสาระสำคัญ พรบ.อากาศสะอาด จำเป็นอย่างไร วัดใจนายกฯหนู ไปต่อหรือนับ 1 ใหม่

 

วันที่ 2 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบให้คุณภาพชีวิตของประชาชนลดลง และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูความเสียหายภาคธุระกิจการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศ สิ่งมีชีวิตและประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชนขึ้นมา เพื่อให้รัฐมีบทบาทในการควบคุม ตรวจสอบ ติดตาม และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ โดยแนวคิดหลักคืออยากให้ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะที่ดูแลเรื่อง “อากาศสะอาด” อย่างจริงจัง ในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐสามารถออกมาตรการควบคุมมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

จุดสำคัญของกฎหมายนี้ คือการจัดการปัญหามลพิษแบบ “ทำทั้งระบบ” ไม่ใช่แยกทำเป็นส่วนๆ โดยให้หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาชน ทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลจริง อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแนวทาง กำหนดนโยบาย หรือร่วมติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เพื่อช่วยกันลดปัญหาฝุ่น ควัน มลพิษที่เกิดขึ้น และยังมีการวางระบบรองรับไว้อย่างครบ เช่น การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบตรวจวัดและเฝ้าระวัง ระบบแจ้งเตือนเมื่ออากาศแย่ รวมถึงแผนรับมือในสถานการณ์วิกฤติ และการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับเรื่องอากาศสะอาด

ขณะเดียวกัน ยังเน้นการจัดการแบบเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่มีปัญหาหนัก เพื่อให้สามารถแก้ได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ใช้มาตรการเดียวกับทุกพื้นที่

Advertisement

ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านวาระ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระแรกของวุฒิสภา แต่เมื่อสภายุบไป ทำให้กฎหมายนี้ต้องตกลงไปด้วย ซึ่งการที่จะไม่ให้พ.ร.บ.ตกไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องยื่นยืนยันร่างต่อสภาภายใน 60 วันหลังเปิดสภาวันแรก ซึ่งจะครบในวันที่ 13 พ.ค.นี้

ข้อมูลจากเพจ Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด’s post ระบุไว้ว่า
ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย

1. สิทธิ หน้าที่ และการมีส่วนร่วมในอากาศสะอาด (ข้อ 1-4)

อากาศสะอาดคือ “สิทธิ” ของทุกคน: กฎหมายรับรองสิทธิในอากาศสะอาด สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมตัดสินใจ และการได้รับความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยรัฐมีหน้าที่ตอบสนองต่อสิทธิของประชาชน

ประชาชนคือศูนย์กลาง: โครงการใหญ่ที่อาจก่อมลพิษรุนแรง ต้องผ่านการรับฟังความเห็นและ “การลงมติ” จากประชาชนในพื้นที่ก่อน

หน้าที่ของเรา: ทุกคนมีหน้าที่ไม่ก่อมลพิษ และร่วมมือกับรัฐในการดูแลอากาศให้สะอาด

2. จัดการโครงสร้างใหม่ กระจายอำนาจจริง (ข้อ 5-8)

“นายก อบจ.” เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด: ให้ท้องถิ่นเป็นผู้นำในการจัดการปัญหา โดยมีผู้ว่าฯ คอยกำกับดูแล

“ผู้บริหารท้องถิ่น” เป็นเจ้าพนักงานอากาศสะอาด: มีอำนาจตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้โดยตรง พร้อมมี “ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน” จากคนในพื้นที่
ให้อำนาจคณะกรรมการจังหวัด: สามารถออกเกณฑ์ควบคุมการปล่อยมลพิษสำหรับกิจการในพื้นที่ได้เอง

3. เครื่องมือจัดการเชิงรุกและควบคุมที่แหล่งกำเนิด (ข้อ 9-15)

แบ่งโซนพื้นที่: จำแนกพื้นที่เป็น “พื้นที่ผ่านเกณฑ์” และ “พื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์” เพื่อวางมาตรการจัดการที่เหมาะสม และจัดทำผังเมืองเพื่ออากาศสะอาด

คุมเข้มภาคเกษตร: ปรับโครงสร้างการผลิตที่เสี่ยงก่อมลพิษ (การเผา) และมี “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” สินค้าเกษตรว่าปลอดการเผาตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงควบคุมเกษตรพันธสัญญาใดที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม

จัดการมลพิษข้ามแดน: มีมาตรการทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพิจารณา “ห้ามนำเข้า-ส่งออก” สินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดน ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนเอง

4. กลไกเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด (ข้อ 16-19)

ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจจูงใจ: เก็บ “ภาษี/ค่าธรรมเนียมมลพิษ” จากสินค้าและกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับภาษีเดิม

หลากหลายเครื่องมือ: อาทิ การซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ ระบบฝากไว้ได้คืน การอุดหนุนเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

5. กองทุนอากาศสะอาด (ข้อ 20-21)

ตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด”: เป็นกองทุนอิสระนอกงบประมาณที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อป้องกัน ติดตาม และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ส่งเสริมมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือในทางคดีให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาด

6. ความรับผิดและบทลงโทษ (ข้อ 22-31)

ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิด: กำหนดความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และปรับเป็นพินัย ผู้ก่อมลพิษต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง: สถาบันการเงินอาจต้องร่วมรับผิดหากให้ทุนกับกิจการก่อมลพิษโดยไม่มีระบบประเมินความเสี่ยงที่ดีพอ หรือผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น ผู้ออกแบบ/ติดตั้งระบบบำบัด ก็ต้องรับผิดหากงานไม่ได้มาตรฐาน

มลพิษนอกประเทศก็ต้องรับผิด: กฎหมายครอบคลุมถึงมลพิษทางอากาศที่มาจากนอกราชอาณาจักรด้วย

บทลงโทษที่จริงจัง: ภาคอุตสาหกรรม สามารถปรับสูงสุด 50 ล้านบาท หากปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ส่วนภาคเกษตร ใช้ปรับเป็นพินัย หากผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผาผิดกฎหมาย

กลไกเยียวยา: มีช่องทางให้ไกล่เกลี่ยชดใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องคดี และขยายอายุความในการฟ้องร้องเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษของประเทศ การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในอนาคต ซึ่งจะอยู่หรือไม่ คงต้องรอดูการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อนุทิน