นักวิชาการ-นักการเมืองหนุนกระจายอำนาจ-งบประมาณ ทำ ‘สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า’
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 4 เมษายน ที่โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต แจ้งวัฒนะ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ร่วมกับเครือข่ายกว่า 500 องค์กร จัดเวทีเสวนา “ก้าวข้ามวิกฤตประชากร กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าที่ยั่งยืน” นำเสนอผลการวิจัยและปรึกษาหารือแนวทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อยกระดับระบบนิเวศการพัฒนาเด็กที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ มีตัวแทนจากภาคการเมือง ทั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างหลากหลาย เพื่อร่วมกันผลักดันให้การจัดสวัสดิการเด็กเล็กเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์อัตราการเกิดที่ลดลงและความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

นางสุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตทางประชากร” ทั้งจากอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และความเหลื่อมล้ำในการดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุด (0-6 ปี) ในการวางรากฐานทุนมนุษย์ ปัญหาสำคัญที่พบคือ ระบบการจัดการที่รวมศูนย์อำนาจ ทั้งในด้านงบประมาณและระเบียบปฏิบัติ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขาดความคล่องตัวในการออกแบบระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ จากการดำเนินงานสวัสดิการนโยบายเด็กเล็กถ้วนหน้า ขณะนี้มีเด็ก 2 ล้านกว่าคน จาก 3 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุน 600 บาทต่อเดือน ประเด็นคือ รัฐยังให้แบบสงเคราะห์ ขณะเดียวกัน ในส่วนของท้องถิ่น แม้จะมีงบประมาณแต่ไม่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากยังติดขัดข้อระเบียบ
“หากรัฐบาลยอมให้งบ 5,000 ล้านบาทต่อปี เด็กในวัย 0-6 ขวบทุกคน จะได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้า” นางสุนี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีดังกล่าวมีการนำเสนองานวิจัย การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาปฐมวัยสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างทางกฎหมาย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในบริบทประเทศไทย

ทั้งนี้ ดร.ดารินทร์ กำแพงเพชร และ ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร จากมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า กฎหมายและโครงสร้างทางกฎหมายของไทย เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการกระจายอำนาจด้านสวัสดิการเด็ก และบริการสาธารณะ ประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ด้านการคลัง งบประมาณ และเพดานการใช้จ่าย ด้านแผนและมาตรฐานจากส่วนกลาง และขั้นตอนปฏิบัติการและการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงยังขาดบุคลากรเฉพาะด้านในการดูแลเด็กพิเศษ เช่น การคัดกรองเด็กออทิสติก เพื่อแบ่งประเภทในการดูแล
จากข้อจำกัดดังกล่าว งานวิจัยจึงได้มีข้อเสนอ 3 ระยะ เพื่อการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระยะสั้น 1.จัดทำแนวทางการตีความอำนาจหน้าที่ของ อปท. ด้านการศึกษาปฐมวัยแบบบูรณาการให้น่วยงานกำกับ ออกแนวทางหรือคู่มือที่รองรับการดำเนินงานด้านสวัสดิการเด็กในลักษณะบูรณาการเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และเพิ่มความกล้าในการริเริ่มนโยบายของท้องถิ่น 2.เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบด้านเด็กปฐมวัย ปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนและเพดานการใช้จ่ายให้รองรับเด็กปฐมวัย และ 3.ผ่อนคลายการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับบริการสังคมด้านเด็ก
ส่วนระยะกลาง เสนอให้ 1.ปรับบทบาทแผนระดับชาติจาก “กรอบบังคับ” เป็น “กรอบแนะแนว” เปิดพื้นที่ให้ อปท.สามารถออกแบบแผนปฎิบัติการด้านการศึกษาปฐมวัยที่สอดคล้องกับบริบพื้นที่ 2.เสริมอำนาจการบริหารจัดการบุคลากรด้านเด็กให้กับท้องถิ่น ทบทวนกรอบเพดานค่าใช้จ่ายบุคลากรและระบบอัตรากำลัง
และระยะยาว 1.ขอให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจให้รองรับภารกิจเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน กำหนดให้การจัดการศึกษาปฐมวัยและสวัสดิการเด็กเป็น “อำนาจหน้าที่หลัก” ของ อปท.พร้อมถ่ายโอนทรัพยากร งบ และกลไกสนับสนุนอย่างครบถ้วน และ 2.พัฒนาระบบการกระจายอำนาจเชิงพื้นที่ สนับสนุนรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่แตกต่างตามบริบท เมือง ชนบทและพื้นที่เปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพบริการเด็กอย่างยั่งยืน

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. กล่าวว่า จากการรับฟังผลการวิจัยฯ เห็นว่า ปัญหานี้ต้องผลักดันการลดอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยมีนโยบายเพิ่มงบให้กับ อปท. รวมถึงถ่ายโอนภารกิจต่างๆให้ อปท. และต้องถ่ายโอนงบร้อยละ 45 ถึงจะดำเนินการได้ การกระจายอำนาจ กระจายงบ มีกฎหมายให้ท้องถิ่นจัดการงบเองได้ ส่วนในระยะสั้น รัฐบาลควรพิจารณาเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ส.ว.ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) เด็ก วุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นสอดคล้องกับทีมวิจัย คือ บุคลากรด้านการศึกษาในพื้นที่ที่ไม่มีงบ อย่างไรก็ตาม การบรรจุหรือคัดเลือกบุคลากร หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ด้านเด็ก จะคัดเลือกครูไปทำงาน แต่หลายพื้นที่ใม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านนี้

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า เสนอแนวทางที่จะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว คือ 1.การทำงานร่วมกับศึกษานิเทศก์ในจังหวัด ที่มีภารกิจในการดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งมีความเข้าใจระบบ และกลไกต่างๆ ของท้องถิ่น โดยขยายข้อจำกัดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทุกแห่งมีทีมศึกษานิเทศก์ ที่ให้การสนับสนุนการศึกษาของท้องถิ่นในจังหวัดตนเอง 2.ประสานหน่วยงานสนับสนุน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำลานเล่นในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาการเด็ก และเน้นย้ำการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
“เสนอให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลรองรับองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( OECD) ที่ไทยได้รับการตอบรับให้ร่วมการหารือเมื่อปี 2567 ซึ่ง OECD มีโปรแกรมพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เข้มข้น สามารถนำมาใช้ และมีการตั้งเป็นกรรมการระดับชาติด้วย” น.ส.ณัฐยา กล่าว

