เมื่อวันที่ 6 เมษายน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงสี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อออนไลน์ระบุว่าโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนหลายแห่งเริ่มปิดวอร์ดให้บริการผู้ป่วยหรือลดการจ้างงานบุคลากรทางการแพทย์ลงนั้น ตนยังไม่ได้รับข้อมูลในส่วนนี้ แต่ถ้าจะเกิดขึ้นได้ก็อาจจะเป็นการลดการให้บริการผู้ป่วยลง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจและสงครามในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนเมษายนของแต่ละปี ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยวในประเทศไทย รพ.เอกชน ส่วนใหญ่จะมีการรับบุคลากรใน รพ. เพิ่มเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลก็เห็นได้ว่าผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในทุกปี ส่วนเรื่องการเอาคนออกนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้รับข้อมูล
นพ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ด้านการเงินของ รพ.เอกชน ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของไฮซีซั่น ประกอบความไม่แน่นอนของสงครามในต่างประเทศ ไม่รู้ว่ายืดเยื้อแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ในสมาคมฯ ได้หารือกับสมาชิก เพื่อเตรียมรับมือในช่วงนี้ที่ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ อาจขาดช่วง แต่ยืนยันว่าตอนนี้ยังเพียงพอ เนื่องจาก รพ.เอกชน สามารถสั่งซื้อยาได้เอง จึงมีการประเมินสถานการณ์ของ รพ.แต่ละแห่ง เพื่อสั่งซื้อยาสำรองเอาไว้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามข้อมูลแหล่งข่าวซึ่งเป็นบุคลากรใน รพ.เอกชน แห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีการปรับลดต้นทุนด้านบุคลากรจริง โดยเฉพาะการลดการจ้างงานในรูปแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งครอบคลุมหลายตำแหน่ง ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่เจาะเลือด และบุคลากรสนับสนุนอื่นๆ ด้วย
แหล่งข่าวระบุว่า สัดส่วนพนักงานพาร์ทไทม์ใน รพ.เอกชน ถือว่ามีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากเป็นรูปแบบการจ้างงานที่ช่วยให้สถานพยาบาลบริหารต้นทุนได้ยืดหยุ่นกว่า เมื่อเทียบกับพนักงานประจำที่มีภาระด้านสวัสดิการสูงกว่า ดังนั้นเมื่อรายรับลดลง รพ.จึงมักเลือกปรับลดกำลังคนกลุ่มนี้ก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปรับลดการเปิดให้บริการบางส่วน เช่น การลดจำนวนเตียงหรือปิดบางวอร์ดชั่วคราวในกรณีที่มีผู้ป่วยน้อย โดยเฉพาะวอร์ดทั่วไปหรือวอร์ดเด็ก ซึ่งเป็นการ “ลดขนาดการให้บริการ” มากกว่าการปิดทั้งหมด เช่น จากเดิมเปิด 2 วอร์ด อาจเหลือเพียง 1 วอร์ด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวมองว่า สถานการณ์ผู้ป่วยที่ลดลงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นลักษณะตามฤดูกาล โดยช่วงต้นปีมักมีผู้ป่วยน้อยกว่าช่วงกลางถึงปลายปี แต่ยอมรับว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีผลชัดเจนมากขึ้น ทำให้ประชาชนบางส่วนชะลอการเข้ารับบริการ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องเร่งปรับตัวด้านต้นทุน
“โดยหลักแล้ว รพ.ก็เป็นธุรกิจ หากรายรับลดลง ก็ไม่สามารถแบกรับต้นทุนบุคลากรที่เกินความจำเป็นได้” แหล่งข่าวกล่าวและว่า การปรับลดดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่ได้ถึงขั้นปิดบริการทั้งหมด แต่เป็นการปรับลดกำลังคนและทรัพยากรให้เหมาะสมกับปริมาณผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา เพราะรายได้ส่วนหนึ่งของ รพ.เอกชน ยังมาจากผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพเอกชน ที่สามารถเข้าใช้บริการได้ตามเบี้ยประกัน

