สะพานยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง คืบหน้า 90% จ่อเปิดใช้งานขาออกสิ้นพ.ค. นี้
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง เขตลาดกระบัง
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ไขปรับปรุงสะพานยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง บริเวณช่วงข้ามคลองหัวตะเข้และคลองหนองปรือ หลังเกิดเหตุถล่มเมื่อวันที่ 10 ก.ค.66
โดย นายวิศณุกล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ซึ่งผู้รับจ้างได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรื้อถอนอุปกรณ์ฟอร์มทราเวลเลอร์ (Form Traveler) ท่อนสุดท้ายที่คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 วัน ขณะที่งานดึงลวดอัดแรงจะแล้วเสร็จครบถ้วนร้อยละ 100 ในวันพรุ่งนี้ (18 เม.ย.)

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป เจ้าหน้าที่จะเริ่มเข้าพื้นที่เพื่อปูผิวจราจรลาดยางบริเวณเกาะกลางและภายในสะพานซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 10-15 วัน ควบคู่ไปกับการติดตั้งรอยต่อเผื่อขยายหรือ Expansion Joint ซึ่งเป็นรอยต่อเหล็กแบบฟันปลาที่จะติดตั้งในทุกระยะเฉลี่ยประมาณ 200 เมตร หรือทุก 4 สแปนเสา เพื่อรองรับการยืดหดตัวของคอนกรีตจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืนเพื่อป้องกันรอยแตก
โดยกระบวนการติดตั้งจะต้องปูยางให้เรียบก่อนจึงจะดำเนินการตัดผิวทางเพื่อติดตั้งชุดรอยต่อและเทคอนกรีต ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มตัวคอนกรีตเพื่อให้ได้ค่ากำลังอัดตามมาตรฐานอีกประมาณ 3 วัน ทั้งนี้ในส่วนของงานระบบไฟฟ้าส่องสว่างบนสะพานดำเนินการติดตั้งเสร็จสิ้นร้อยละ 100 แล้ว รวมถึงงานติดตั้งกำแพงกันเสียง (Noise Barrier) ที่ดำเนินการเกือบครบถ้วนทั้งหมด เหลือเพียงการเก็บรายละเอียดบริเวณเสาไฟเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นายวิศณุกล่าวต่อว่า จากการติดตามความคืบหน้าจากผู้ควบคุมการก่อสร้าง พบว่าเป็นไปตามแผน คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดให้รถวิ่งใช้งานได้จริงในทิศทางขาออกมุ่งหน้าไปทางหลวงแพ่งได้ก่อนภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ และจะสามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบทุกทิศทางได้ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.69 ตลอดระยะทางรวมประมาณ 1.9 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนในช่วง 7 วันนี้ที่อาจส่งผลให้มีฝนตกในพื้นที่ก่อสร้างประมาณร้อยละ 20 พร้อมทั้งเตรียมหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจัดระเบียบพื้นที่จอดรถใต้สะพาน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้ผู้ค้าสามารถจอดรถรับส่งสินค้าได้ชั่วคราวประมาณ 5-10 นาทีในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและผู้ค้าบริเวณพื้นที่โครงการ


