ดร.ภัทรกิตติ์ ชี้ภาษีสรรพสามิต ต้องปรับตัวให้สอดคล้องรูปแบบการบริโภค-นวัตกรรม

19.04.26 | 18:04 น.

ดร.ภัทรกิตติ์ ชี้ภาษีสรรพสามิต ต้องปรับตัวให้สอดคล้องรูปแบบการบริโภค-นวัตกรรม

รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยพัฒนาและอุปนายกสมาคมนวัตกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาเป็นระยะเวลายาวนาน อาทิ ภาษีสรรพสามิตจากสินค้าบาป เช่น ยาสูบ สุรา เหล้า และเบียร์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของภาครัฐ อย่างไรก็ดี ภาษีสุขภาพมิได้มีบทบาทเพียงเป็นเครื่องมือในการจัดหารายได้ให้แก่รัฐ หากแต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ภาษีดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขความล้มเหลวของกลไกตลาด หรือที่เรียกว่า Pigouvian tax กล่าวคือ เมื่อการบริโภคสินค้าบางประเภทก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาระด้านระบบสาธารณสุข หรือการสูญเสียผลิตภาพทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีควรสะท้อนต้นทุนความเสียหายดังกล่าวเข้าไปในราคาสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการบริโภค

ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายทางการคลังของรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะความจำเป็นในการแสวงหารายได้ที่มีการตอบสนองอย่างแผ่วเบาที่สุดจากสังคม มีบทความที่น่าสนใจเรื่อง “Taxing Harmful Habits” เขียนโดย Christoph B. Rosenberg และ Marius van Oordt ตีพิมพ์ในนิตยสาร Finance & Development ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวถึง การจัดเก็บภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยชี้ให้เห็นว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคที่ยังไม่ต้องการเลิกบริโภคอาจหันไปใช้สินค้าทดแทนที่มีอันตรายใกล้เคียงกัน แต่มีราคาถูกกว่า อันเป็นผลจากการไม่ถูกจัดเก็บภาษีหรือจากการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ บทความดังกล่าวได้เสนอ แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาษีสุขภาพทั้งในด้านการจัดเก็บรายได้และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ดังนี้

1. การจัดเก็บภาษีต้องครอบคลุมสินค้าที่เป็นอันตรายทุกประเภท โครงสร้างภาษีควรครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหมดโดยไม่มีช่องโหว่ เพราะโครงสร้างภาษีลักษณะนี้ จะผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปเลือกสินค้าทดแทนที่ไม่ถูกเก็บภาษี แทนที่จะลดการบริโภคลง ตัวอย่างเช่น ฮ่องกงไม่จัดเก็บภาษีไวน์ แต่จัดเก็บภาษีสุรากลั่นในอัตราที่สูงกว่า 100% หรือกรณีประเทศ São Tomé and Príncipe ในทวีปแอฟริกาที่มีการยกเว้นภาษีไวน์ปาล์ม ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคอย่างแพร่หลาย

2. การจัดเก็บภาษีควรสอดคล้องกับระดับความอันตราย (Harm-Aligned Taxation) โดยอัตราภาษีควรสะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพที่แท้จริง ทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อสังคม ตัวอย่างเช่น ปริมาณเอทานอลในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือปริมาณน้ำตาลที่เติมลงในเครื่องดื่มที่มีรสหวาน โดยมีหลายประเทศเริ่มจัดเก็บภาษีตามปริมาณองค์ประกอบที่ระบุว่าเป็นภัยต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีภาษีเป็นแรงผลักดันให้ลดสารเหล่านั้นลง แม้แต่ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ได้เกิดผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่ไม่มีการเผาไหม้ ซึ่งช่วยลดการรับสารพิษจากควันบุหรี่และลดอันตรายต่อผู้ที่อยู่รอบข้างเมื่อเทียบกับบุหรี่ ส่งผลให้หลายประเทศกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำกว่าสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ร่างระเบียบของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้จัดเก็บภาษีบุหรี่และยาเส้นในอัตราที่สูงเท่ากัน แต่กำหนดอัตราที่ต่ำกว่ามากผลิตภัณฑ์นิโคตินที่ไม่เผาไหม้ อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศกลับจัดเก็บภาษีสินค้าท้องถิ่นในอัตราที่ต่ำเกินไป เช่น บุหรี่ “บีดี” (bidis) ในอินเดีย ซึ่งเป็นยาสูบที่ผลิตโดยไม่ผ่านการแปรรูปและมีอันตรายสูง แต่กลับถูกจัดเก็บภาษีต่ำกว่าบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ นโยบายเช่นนี้ส่งสัญญาณความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ไม่ถูกต้องไปยังผู้บริโภค

3. ภูมิรัฐศาสตร์ มีส่วนทำให้มาตรการภาษีสุขภาพไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ควรมีความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าและการค้าผิดกฎหมาย

Advertisement

เมื่อโครงสร้างภาษีมีความชัดเจนและเชื่อมโยงกับระดับอันตรายอย่างเหมาะสม ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะสามารถปรับตัวได้ ตัวอย่างเช่น ในเยอรมนี เบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 9 ของยอดขายเบียร์ทั้งหมด สะท้อนถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคไปสู่ทางเลือกที่ปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือสำคัญต่อกลไกด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (SSBs) และการจัดเก็บภาษีสุราและเบียร์ตามปริมาณแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อลดปริมาณน้ำตาลหรือใช้สารให้ความหวานทดแทน อย่างไรก็ดี ภาษีสุขภาพของไทยยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก โดยเฉพาะในภาษีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ช่องโหว่ของระบบภาษี เช่น การจัดเก็บภาษียาเส้นในอัตราที่ต่ำมาก ทั้งที่มีผู้สูบกว่า 5 ล้านคน หรือการจัดเก็บภาษีเหล้าขาวที่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูง แต่มีภาระภาษีต่ำมากเช่นเดียวกับยาเส้น ทำให้สินค้าทดแทนราคาถูกยังคงแพร่หลาย

2. การจัดเก็บภาษีในกลุ่มสินค้าเดียวกันแต่ไม่สอดคล้องกับระดับอันตราย เช่น เบียร์มีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยกว่าสุรา แต่ภาระภาษีเบียร์สูงกว่าสุรา ในขณะที่การเก็บภาษีบุหรี่มีการแบ่งอัตราภาษีบุหรี่ตามราคาบุหรี่ ทั้งๆ ที่บุหรี่มีอันตรายเท่ากัน จึงควรพิจารณายกเครื่องโครงสร้างภาษีในกลุ่มนี้ใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสอดคล้องระหว่างสารที่อันตรายในผลิตภัณฑ์จริงๆ

3. การพึ่งพาภาษีตามมูลค่า (ad valorem) มากไป ภาษีปริมาณที่เชื่อมกับระดับอันตรายถือเป็นระบบที่ดีที่สุดตามหลักสากล แต่ประเทศไทยยังมีโครงสร้างภาษีสุขภาพที่อ้างระบบภาษีมูลค่าค่อนข้างสูง เช่น ภาษีตามมูลค่าที่สูงถึงร้อยละ 22 สำหรับเบียร์ และร้อยละ 42 สำหรับบุหรี่ราคาแพง ทั้งนี้ ความเชื่อที่ว่าภาษีมูลค่าจะช่วยปกป้องสินค้าราคาถูก ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าในประเทศถือเป็นความคิดที่ล้าสมัย ไม่สะท้อนระดับอันตรายได้ดีเท่ากับภาษีตามปริมาณ และยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันลดราคาสินค้าที่เป็นอันตรายเพื่อลดภาระภาษีลงให้ได้มากที่สุด

“จากข้อเสนอแนะที่เผยแพร่ในบทความของ IMF แสดงให้เห็นว่า ภาษีสรรพสามิตสามารถเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการคลัง หากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ทางการคลังของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายภาษีของภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับรูปแบบการบริโภคและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออีกนัยหนึ่ง คือการปฏิบัติที่ตอบสนองต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ต่างๆ อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น” รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย