ษัษฐรัมย์ ยื่นหนังสือเร่งรับรอง บำนาญสูตร CARE ‘จุลพันธ์’ เดินหน้า แต่ขอไม่ผูกด้วยกรอบเวลา

23.04.26 | 11:10 น.

จุลพันธ์ เดินหน้า ‘สูตรบำนาญCARE’ ฟังทุกเสียงก่อนลงนาม แต่ขอไม่ผูกด้วยกรอบเวลา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่กระทรวงแรงงาน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมในสัดส่วนผู้ประกันตน เป็นตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือถึง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้เร่งออกกฎกระทรวงรองรับ ‘สูตรบำนาญ CARE’ โดยระบุว่าปัจจุบันมีผู้รับบำนาญกว่า 900,000 คน และในจำนวนนี้ไม่น้อยกว่า 600,000 คน ได้รับบำนาญ “ไม่เป็นธรรม” จากสูตรคำนวณเดิม

โดยมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ การนำขวดนาฬิกาทรายมาเป็นสัญลักษณ์สะท้อนเวลาที่กำลังหมดลงของผู้รอความเป็นธรรม พร้อมระบุว่า ปัญหานี้ไม่มีสีทางการเมืองและผู้ได้รับผลกระทบเป็นประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ และมีการร่วมกันพิมพ์ลายนิ้วมือด่วยหมึกสีแดงที่ซองหนังสือ เป็นสัญลักษณ์ของการจำนำชีวิตเพื่อสูตร CARE ก่อนมอบให้รัฐมนตรี

นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีและมีความคาดหวังในเรื่องนี้ โดยนายจุลพันธ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนแรกที่มารับหนังสือด้วยตนเอง ตนจึงมีความคาดหวังเพราะนายจุลพันธ์ก็เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ โดยพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของประชาชนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

ทั้งนี้ สูตร CARE เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษาและถกเถียงมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2557–2566 รวมถึงผ่านกระบวนการของคณะกรรมการประกันสังคม และอนุกรรมการหลายชุด กระทั่งมีการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งผลออกมาว่า 77.93% เห็นด้วยกับการปรับสูตรดังกล่าว ทั้งนี้ สาระสำคัญของสูตร CARE คือ การคำนวณบำนาญจาก “ค่าเฉลี่ยรายได้ตลอดชีวิต” โดยปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เป็นปัจจุบัน ก่อนนำมาเฉลี่ย แทนการใช้ค่าเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงานยุคใหม่ ที่มีรายได้ไม่แน่นอนและเปลี่ยนงานบ่อย โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี

Advertisement

“สูตรนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ผู้เกษียณกว่า 60% ที่ปัจจุบันถูกคำนวณอย่างไม่เป็นธรรม ได้รับสิทธิที่เหมาะสมมากขึ้น ความล่าช้าในการออกกฎหมายส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตน โดยประเมินว่าในช่วงกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้วราว 5,000 คน โดยยังไม่ได้รับบำนาญในอัตราที่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีดำเนินการออกกฎกระทรวงภายใน 15 วัน” นายษัษฐรัมย์ กล่าว

นายษัษฐรัมย์ กล่าวย้ำว่า หากมีการใช้สูตร CARE อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2579 จะมีผู้เกษียณราว 3 ล้านคนได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% โดยใช้งบประมาณเพิ่มปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเพียง 200 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมองว่าเป็นงบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสิทธิที่ผู้ประกันตนควรได้รับอยู่แล้ว

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขณะนี้ได้พิจารณารายละเอียดของสูตร CARE ไปมากแล้ว และไม่มีข้อขัดแย้งในหลักการ แต่ยังจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องฟังให้ครบ เพราะมีหลายกลุ่ม ทั้งผู้สนับสนุนและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งอีกกลุ่มหนึ่งมีประมาณ 200,000 คน เราต้องดูว่าจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ มีทั้งจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ มูลค่าผลประโยชน์ ผลกระทบต่อบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีรายได้สูงช่วงปลายอาชีพ รวมถึงความมั่นคงทางการเงินของกองทุนประกันสังคม

เมื่อถามถึงกรอบเวลาที่จะสามารถดำเนินการเพื่อหาข้อยุติ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า จะเร่งรัดกระบวนการ และคาดว่าเอกสารจะถึงมือภายในสัปดาห์นี้ ก่อนจะเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือเพิ่มเติม แต่ยังไม่ต้องการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน

“ไม่อยากมัดตัวเองด้วยไทม์ไลน์ แต่ยืนยันว่าไม่ช้า และเรื่องนี้เดินมาไกลมากแล้ว” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สูตร CARE จะทำให้มีผู้ได้รับบำนาญลดลงหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นสมมติฐานที่ฝ่ายหนึ่งเสนอชี้แจงไว้ แต่ยังมีอีกฝ่ายที่มีข้อมูลแตกต่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าหากสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีผู้ได้รับผลกระทบในเชิงลบ หรือมีมาตรการเยียวยาที่เพียงพอ สูตรดังกล่าวก็พร้อมเดินหน้าได้ทันที

ถามย้ำว่าในการหารือกับทุกฝ่ายต้องมีการตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาข้อสรุปหรือไม่ แล้วจะมีการพิจารณาปรับปรุงร่างเพิ่มเติมหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในอำนาจรัฐมนตรี ตนสามารถรับฟังความเห็นและตัดสินใจได้เลย จึงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสรุปความเห็น เพราะจะทำให้ช้า ทั้งนี้ จะไม่มีการร่างใหม่ เพราะร่างนี้ถูกศึกษามาแล้ว สามารถดำเนินการต่อได้เลย

เมื่อถามว่าขั้นตอนของการลงนามในร่างประกาศอยู่ในกระบวนการใด นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ตนยังไม่ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าว คาดว่าช้าล่าเพราะระบบหนังสือของทางราชการ