สสรท. นำม็อบร้องกระทรวงแรงงาน ค้านลดเงินสมทบ–สูตร CARE จี้ขึ้นค่าแรงทันค่าครองชีพ

24.04.26 | 12:15 น.

สสรท. นำม็อบยื่นข้อเรียกร้อง กระทรวงแรงงาน ค้านลดเงินสมทบ–สูตร CARE จี้ขึ้นค่าแรงทันค่าครองชีพ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 เมษายน กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) พร้อม ประชาชนจำนวนหนึ่ง รวมพลังคนงาน ได้รวมตัวกันที่หน้ากระทรวงแรงงาน

ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นข้อเสนอในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงาน รวมถึงการคัดค้านแนวนโยบายที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้แรงงาน โดยมีโดยมีนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เป็นแกนนำในการยื่นหนังสือในครั้งนี้ ซึ่งมีนายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรับ

โดยเสนอข้อเรียกร้อง คือ คัดค้านมาตรการปรับลดเงินประกันสังคม การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง คัดค้านสูตร CARE ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานมองว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ มีการรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยป้ายแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น รัฐ+นายทุน กักตุนน้ำมัน โกยกำไรเละ ,ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ,รัฐต้องจ่ายสมทบประกันสังคมสัดส่วนที่เท่ากัน และได้ผลัดกันขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นข้อเสนอต่างๆ จากนั้นเคลื่อนตัวไปที่กระทรวงการคลัง

Advertisement

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. กล่าวว่า เป้าหมายวันนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องจากวันที่ 2 เมษายน ซึ่งมองว่าผู้ใช้แรงงาน คือ คนกลุ่มใหญ่ของสังคม จาก 40 ล้านคน แต่นโยบายของรัฐบาลไม่มีในแง่ความความจริงใจในการที่จะพูดถึงประเด็นความเดือนร้อนของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ที่สำคัญ ทางรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงวิกฤตแบบนี้ จะหาแนวทางวิธีการในการช่วยเหลือ คนงานและผู้ประกอบการ คือ จะลดเงินสมทบประกันสังคมลงไป รวมทั้งเรื่องของบำนาญที่พยายามจะผลักดันสูตร CARE

“มาเพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน โดยเฉพาะ เรื่อง การลดเงินสมทบของประกันสังคม ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนที่จะต้องมีการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของคนงานในระยะยาว ฉะนั้นการลดกองทุนประกันสังคมลงไป จะส่งผลกระทบต่อกองทุนระยะยาว ที่จะเป็นปัญหา

ซึ่งความจริงแล้วมีวิธีการแก้ไขมากมาย 1.รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท อยากให้จ่ายสมทบให้เต็มก่อนอย่าค้าง 2.นายจ้าง ลูกจ้าง จ่ายในส่วนที่เท่ากัน แต่ว่ารัฐบาลจ่ายแค่ 0.75% สามารถจ่ายให้เท่ากันหรือมากกว่านั้นได้หรือไม่ 3. คิดว่าต้องช่วยผู้ประกันตนจริงลดการสมทบลงไปได้แต่รัฐบาลต้องจ่ายแทนคนงานหรือจ่ายแทนของบุคคลให้เต็มจำนวนคือเป็นการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานโดยตรงแต่ ถ้าแบบนี้เราไม่ขัดข้องแต่ถ้าจะไปปลดทางระบบเราคิดว่ามันจะทำให้ระยะยาวกองทุนประกันสังคมมีปัญหา“ นายสาวิทย์ กล่าว

นายสาวิทย์ กล่าวต่อว่า เรื่องการขึ้นบำนาญสูตร CARE เป็นข้อสรุปชัดเจนอยู่แล้ว มีคำพิสูจน์คำนวณชั้นตัวเลขไว้ว่าสำหรับคนที่มีระบบการจ้างงานมีเงินเดือนค่าจ้างที่ต่ำคำนวณแล้วได้ต่ำกว่าจุดเดิมที่ใช้อยู่ ดังนั้นเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต้องใช้การคำยวนสูตรเดิมไปก่อน

“ในส่วนผู้ประกันตนในมาตรา 39 ส่วนนี้ได้ประโยชน์ที่เขาคุยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ คือ ผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือว่ามาตราอื่นๆ ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำของตนว่าสภาพการทางเศรษฐกิจในในปัจจุบันควรจะมีประกันสังคมชราภาพเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถอยู่ได้ เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่คนทำงาน” นายสาวิทย์ กล่าว

นายสาวิทย์ กล่าวต่อว่า เรื่องค่าจ้างแรงงานรัฐบาลก็มีการพูดถึงว่าปรับขึ้นค่าจ้างแบบไหน อย่างไร เพื่อให้เงื่อนไขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราคิดว่ามันจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนงานไม่มีทางเลือกอื่น คือจำเป็นต้องปรับ ขึ้นค่าจ้างซึ่งตัวเลขเดิมที่เคยเสนอไว้คือ 492 บาทและเคยเสนอสูงสุดคือ 712 บาท อ้างอิงมาจากงานวิจัย แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีท่าทีที่จะปรับ

ด้าน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนท่านรัฐมนตรี ขอขอบคุณพี่น้องที่ได้กรุณามาเยี่ยมถึงกระทรวง

“ทุกสิ่งที่ท่านนำมาในวันนี้ เราเองเพิ่งมาทำหน้าที่เพียง 1 อาทิตย์ แต่ก็ได้ศึกษาในข้อมูลทั้งหมด เราจะเป็นกระทรวงแรงงานยุคใหม่ที่พร้อมจะคุยกับทุกฝ่าย มีคนมาเสนอสนับสนุนสูตร CARE เราก็รับฟัง มีอีกหนึ่งกลุ่มมาเสนอคัดค้านสูตร CARE เราก็รับฟัง เพราะว่าในการพิจารณา มีทั้งผู้ได้และส่วนเสีย ในส่วนของการลดเบี้ยสมทบ ต้องยอมรับว่าในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลเองก็อยากลดภาระให้กับพี่น้องประชาชน แต่เมื่อได้รับฟังว่ามันจะเป็นปัญหาในอนาคต เราก็ต้องนำไปพิจารณา” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว