ปักหมุด ‘พิษณุโลก’ ประเดิมโรดโชว์ OTOD ยกระดับกลุ่มชุมชน-เกษตรกรภาคเหนือตอนล่าง

2.05.26 | 06:00 น.

ท่ามกลางความท้าทายของภาคเกษตรไทยที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภาวะขาดแคลนแรงงาน และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” หากแต่เป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว

ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดในกิจกรรม “Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day ครั้งที่ 1” รอบภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) จัดขึ้น ณ จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 23–24 เมษายนที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ “1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซั่น 3” หรือ OTOD #3 ที่มุ่งพัฒนา “คน” ควบคู่ “เทคโนโลยี” เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากรูปแบบใหม่

นายบุญทวี ดวงนิราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ดีป้า ระบุว่า พิษณุโลกถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่าง มีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรและเครือข่ายเกษตรกร การผลักดันให้เกิด “เกษตรสมัยใหม่” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงเกษตรได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม เราจึงมองว่า เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลและความแม่นยำคือหัวใจของการผลิต ฉะนั้น ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการ “ให้ความรู้” แต่เป็นการ “ลงมือทำ” ผ่านกระบวนการพัฒนาทักษะแบบเข้มข้นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรและชุมชนในยุคดิจิทัล

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ “d-Community Challenge” ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนทดลองผลิตคอนเทนต์วิดีโอสั้นเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์และศักยภาพของตนเอง โดยมีรางวัลรวมมูลค่า 24,000 บาทเป็นแรงจูงใจ นับเป็นการผสมผสานทักษะด้านการสื่อสารเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีเกษตรจากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน dSURE และขึ้นทะเบียนใน Thailand Digital Catalog ครอบคลุม 3 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์อัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ ทั้งนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาจริงในภาคการเกษตร ตั้งแต่การลดการใช้แรงงาน การเพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนการผลิตในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถ “ทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น”

Advertisement

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือเวที “Pitching Day” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและกลุ่มชุมชนได้นำเสนอแนวคิดโครงการต่อคณะกรรมการ เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยี โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรก คือ “การยกระดับกลุ่มชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” ภายใต้มาตรการ d-Community สำหรับกลุ่มที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน และมีความพร้อมร่วมลงทุนไม่น้อยกว่า 50% โดยจะเปิดรับ 330 โครงการ และสนับสนุนงบประมาณไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย

ประเภทที่ 2 คือ “การยกระดับธุรกิจบริการดิจิทัลชุมชน” ภายใต้มาตรการ d-Startup สำหรับบุคคลหรือธุรกิจที่จดทะเบียนไม่เกิน 3 ปี และมีทักษะด้านช่าง เพื่อให้สามารถต่อยอดเป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีเกษตร เช่น ซ่อมบำรุงโดรนหรือเครื่องจักรอัจฉริยะ โดยเปิดรับ 33 ราย สนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อราย รูปแบบการสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของดีป้า ที่ต้องการสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลระดับชุมชน” ไม่ใช่เพียงการให้เงินทุน แต่เป็นการสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ในพื้นที่ เราอยากเห็นอาชีพใหม่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น ผู้ให้บริการโดรนเกษตร ช่างซ่อมเครื่องจักรอัจฉริยะ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนรายได้และลดการไหลออกของแรงงาน

ภาพรวมโครงการ OTOD #3 ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าโครงการพัฒนาทักษะ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านดิจิทัล โดยตั้งเป้าสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังมีการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างชุมชนและผู้ให้บริการเทคโนโลยีโดยตรง ลดช่องว่างในการเข้าถึงนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง ความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีความครบวงจร โดยมีหน่วยงานหลักจากราชการเข้าร่วมไปจนถึงภาคเอกชนในบริษัทชั้นนำด้านเกษตร

การผนึกกำลังดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาไม่สะดุดอยู่เพียง “ต้นน้ำ” แต่สามารถต่อยอดไปถึง “ปลายน้ำ” ได้จริง สำหรับทิศทางในระยะต่อไป ดีป้าวางแผนขยายกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day ไปยังอีก 7 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น เพื่อกระจายโอกาสให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

ในช่วงเวลาที่ภาคเกษตรกำลังยืนอยู่บนทางแยกระหว่าง “วิถีเดิม” กับ “อนาคตใหม่” โครงการ OTOD #3 อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญ เพราะในโลกยุคใหม่ “ดิจิทัล” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่คือโอกาส และสำหรับชุมชนไทย โอกาสนั้นกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วจากฐานรากของประเทศเอง ภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง “ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล”