สวรส.เตรียมชง‘จีโนมิกส์ เฟส 2’เข้าครม.-เล็งเก็บพันธุกรรมคนไทยเพิ่ม2แสนคน

30.04.26 | 10:00 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ สวรส. กำลังเตรียมที่จะเสนอแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 2 พ.ศ.2569-2572 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ โดยภายใต้แผนระยะที่ 2 นี้จะขยายการจัดทำข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยเพิ่มเติมอีก 2 แสนราย นอกจากนี้จะมีการขับเคลื่อนใน 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1.การเพิ่มเทคโนโลยีการตรวจสารพันธุกรรม ได้แก่ เทคโนโลยีการถอดรหัสสารพันธุกรรมสายยาว และเทคโนโลยีการวิเคราะห์มัลติโอมิกส์ เพื่อให้ได้องค์ความรู้เพิ่มเติมที่จะช่วยไขความลับของกลไกการเกิดโรคต่างๆ เพื่อให้วินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคแก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น 2.การส่งเสริมให้เกิดบริการทางการแพทย์แม่นยำจากองค์ความรู้ด้านจีโนมิกส์ที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการป่วย และเสียชีวิตในโรคที่เป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยขณะนี้มีบริการจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างผลักดันเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง เช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งลำไส้ ฯลฯ

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า 3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการแพทย์ ซึ่งตรงนี้จะช่วยหนุนเสริมเม็ดเงินให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย 4.การผลักดันให้เกิดแนวทางหรือกฎหมายด้านจริยธรรม และความรับผิดชอบทางสังคม เหมือนกับในสหรัฐอเมริกาที่มีการออกกฎหมาย Genetic Information Non Discrimination Act (GINA) เพื่อการกำกับควบคุมการนำข้อมูลรหัสสารพันธุกรรมไปใช้ และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดผลกระทบเชิงลบต่อสังคม และ 5.การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์จีโนมิกส์ให้พร้อมรองรับการให้บริการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เช่น ผู้ให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสสารพันธุกรรม นักวิเคราะห์ข้อมูลรหัสสารพันธุกรรม

“สวรส.คาดหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับการเห็นชอบจาก ครม. และสามารถเดินหน้าแผนจีโนมิกส์ฯ ระยะที่ 2 ได้ ภายในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นปีงบประมาณ 2570 พอดี โดยในระยะที่ 2 คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งผลลัพธ์จากแผนจีโนมิกส์ฯ ระยะที่ 2 ที่มุ่งเป้าเพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จะทำให้เม็ดเงินในงบประมาณของโครงการที่ลงทุนไป คุ้มค่าอย่างแน่นอน อีกทั้งราคาของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุผล” นพ.ศุภกิจ กล่าว