สธ.รวบ’หมอต่างด้าว’บินจากเกาหลีมาให้คำปรึกษาศัลยกรรมหน้าในไทย ชี้ความผิดอื้อ-เอเจนซี่ก็โดนด้วย

29.04.26 | 15:38 น.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แถลงข่าวการดำเนินคดีกับผู้ให้บริการปรึกษาศัลยกรรมความงามโดยชาวต่างชาติ ว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่ามีการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้เข้ารับบริการตรวจใบหน้าและให้คำปรึกษาด้านศัลยกรรมโดยแพทย์ชาวต่างชาติ ชื่อ นายโก (นามสมมติ) อ้างว่าเป็นแพทย์จากประเทศเกาหลีใต้ ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25–26 เมษายน ซึ่งเข้าข่ายเป็นการให้บริการทางการแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีการเรียกเก็บค่าลงทะเบียน 500 บาท และหากตกลงทำศัลยกรรมจะต้องชำระเงินมัดจำ 30,000 บาท ก่อนเดินทางไปรับบริการทีประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่จึงแฝงตัวเข้าตรวจสอบ และพบการตรวจร่างกายบริเวณใบหน้าและลำคอ รวมถึงการใช้ก้านสำลีแยงเข้าจมูกเพื่อประเมินก่อนทำศัลยกรรม ซึ่งเข้าข่ายการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต่อมา สบส. ได้บูรณาการร่วมกับแพทยสภา กรมการจัดหางาน และกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เข้าตรวจสอบและจับกุม

“ผู้ต้องหาไม่สามารถแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทยได้ จึงถูกแจ้งข้อหา 2 ข้อหา ได้แก่ 1.ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2.เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษปรับ 5,000–50,000 บาท ทั้งนี้ ศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 เมษายน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 1 ปี และเตรียมผลักดันออกนอกราชอาณาจักร” นพ.ภูวเดช กล่าว

นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจความงามและศัลยกรรมยังคงมีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการเชิญชวนให้รับบริการจากแพทย์ต่างชาติหรือเดินทางไปทำศัลยกรรมต่างประเทศผ่านเอเจนซี่ ซึ่งอาจกระทบต่อมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้รับบริการ จึงขอให้ประชาชนเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถสังเกตได้จากการแสดงใบอนุญาต ป้ายชื่อแพทย์ อัตราค่าบริการ และสิทธิผู้ป่วยอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ หากพบการกระทำผิด เช่น คลินิกเถื่อนหรือหมอเถื่อน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โทรศัพท์ 0-2193-7000 หรือผ่านช่องทางศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ต่อพล วัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า กรณีแพทย์ชาวต่างชาติรายดังกล่าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะนักท่องเที่ยว และไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา จึงถือว่าไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพในประเทศไทย แม้จะระบุว่าเป็นเพียงการให้คำปรึกษา แต่ลักษณะการกระทำเข้าข่ายการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายไทย ทั้งนี้ การประกอบวิชาชีพทางการแพทย์เป็นวิชาชีพควบคุมที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของสภาวิชาชีพ โดยแพทยสภามีหน้าที่ดูแลมาตรฐานและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน พร้อมขอบคุณกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการจัดหางาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่บูรณาการร่วมกันดำเนินการในครั้งนี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว

ด้าน พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของแพทย์ต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตคือ เมื่อเกิดความเสียหายจะติดตามตัวได้ยาก เนื่องจากเดินทางกลับต่างประเทศ ทำให้กระบวนการทางกฎหมายมีข้อจำกัด อีกทั้งไม่สามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตได้อย่างชัดเจน จึงขอให้ประชาชนเลือกใช้บริการแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งมีมาตรฐานและสามารถติดตามความรับผิดชอบได้ หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพหรือแพทยสภา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการ

Advertisement

ขณะที่ พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า แพทย์ชาวเกาหลีใต้รายนี้ถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว ซึ่งอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ 90 วัน และไม่ใช่วีซ่าสำหรับการทำงาน อีกทั้งยังพบประวัติการเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยรวมประมาณ 18 ครั้ง โดยแต่ละครั้งพำนักเพียง 2 วัน สันนิษฐานว่าอาจมีพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำสั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และเตรียมผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป พร้อมยืนยันความพร้อมในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากได้รับการประสาน

นายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานมีภารกิจในการควบคุมและจัดระเบียบการทำงานของคนต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการทำงานผิดกฎหมายและการแย่งอาชีพของคนไทย โดยมุ่งตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมถึงกลุ่มอาชีพต้องห้าม เช่น การขับขี่ยานยนต์และการเร่ขายสินค้า ตลอดจนเฝ้าระวังแรงงานกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประชาชนและผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงไม่ให้กระทบต่อการจ้างงานแรงงานไทย โดยย้ำว่าคนต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานในประเทศไทยต้องได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ รวมถึงสายด่วน 1506 กด 2 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงขั้นตอนการขออนุญาตของคลินิกเสริมความงาม และการเข้ามาทำงานของแพทย์ต่างชาติ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า การดำเนินกิจการสถานพยาบาลต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และผู้ให้บริการทางการแพทย์ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา โดยกรณีแพทย์ต่างชาติ แม้จะมีใบอนุญาตจากประเทศต้นทาง ก็ต้องมาขออนุญาตในประเทศไทยก่อน จากนั้นจึงยื่นขอใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน จึงจะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้อง

นายจำนงค์ ระบุว่า คนต่างด้าวทุกคนต้องมีใบอนุญาตทำงาน โดยบางอาชีพ เช่น งานตัดผมและเสริมสวย เป็นอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว แต่ในกรณีงานด้านศัลยกรรมหรือการแพทย์ไม่อยู่ในกลุ่มอาชีพต้องห้าม หากได้รับอนุญาตจากสภาวิชาชีพแล้ว ก็สามารถยื่นขอใบอนุญาตทำงานได้

เมื่อถามว่าหากเป็นกรณีการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ต่างชาติผ่านเทเลเมดิซีน นับเป็นความผิดหรือไม่ รศ.นพ.ต่อพล กล่าวว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมหมายถึงการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโรค ซึ่งต้องมีใบอนุญาตจากแพทยสภาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ไทยหรือแพทย์ต่างชาติ ส่วนการให้บริการผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากเข้าข่ายการวินิจฉัยหรือรักษา อาจถือเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้

เมื่อถามถึงบทบาทของเอเจนซี่หรือผู้ประสานงาน จะมีความผิดหรือไม่อย่างไร นายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สบส. กล่าวว่า หากมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด เช่น การจัดหาสถานที่หรือจัดกิจกรรมให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาให้บริการ จะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องรับโทษในอัตรา 2 ใน 3 ของโทษความผิดหลัก ขณะที่หากเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ที่ผ่านมาได้ดำเนินคดีลักษณะดังกล่าวแล้วประมาณ 7–8 คดี โดยพบว่ามักมีรูปแบบการดำเนินการผ่านเอเจนซี่ที่ได้รับผลตอบแทนจากการส่งลูกค้าไปทำศัลยกรรมในต่างประเทศ

ถามต่อถึงรางวัลนำจับสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสการกระทำผิดของสถานพยาบาลต่างๆ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์การให้เงินรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส โดยอาจมีการแบ่งสัดส่วนจากเงินค่าปรับ แต่ยังต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป