เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพดิจิทัลเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพสมัยใหม่ ระหว่าง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับ นายเจิน หลิว ผู้อำนวยการบริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) โดยมี ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเดวิท หลี่ ประธานบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด นายเจสัน หลี่ คณะกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ยฯ และคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน
นายพัฒนา กล่าวว่า การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลก เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับระบบดิจิทัลสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้าและทันสมัย ซึ่งความร่วมมือกับ บริษัท หัวเว่ยฯ ครั้งนี้ นอกจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชน ยังขยายขอบเขตความร่วมมือในด้านการวิจัยกับ Huawei Research เพื่อนำข้อมูลสุขภาพจากแอปพลิเคชันมาใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคในอนาคต
“ช่วยให้การวางแผนด้านสาธารณสุขมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ถือเป็นการใช้นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานและประชาชน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตามมาตรฐานสากลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย ให้ทันสมัย มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุขภาพที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน” นายพัฒนา กล่าว
ด้าน นายเดวิท กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เกิดการจัดการข้อมูลสุขภาพดิจิทัลอย่างครบวงจร ซึ่งหัวเว่ยเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสำหรับทุกคน และมุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันสุขภาพเชิงรุก โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ หัวเว่ยฯ จะนําส่งข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกายที่ได้จากการอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Huawei Smart Watch) เข้าสู่แพลตฟอร์มที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยใช้ข้อมูลสุขภาพจากแอปพลิเคชัน Huawei Research เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคในอนาคต ซึ่งข้อมูลสุขภาพจากการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้
“เพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์และไม่ถือว่าอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเป็นเครื่องมือแพทย์ การดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สูงสุด ตั้งแต่การรวบรวม การนำส่ง จนถึงการจัดเก็บ” นายเดวิท กล่าว
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ตามกรอบระยะเวลาความร่วมมือ 1 ปี กระทรวงสาธารณสุขจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลบน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ก้าวหน้า ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกําหนดแนวทางและส่งเสริมให้เกิดการใช้ข้อมูลสุขภาพบน Digital Health Platform อย่างเหมาะสม มั่นคงปลอดภัย และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานและภาคีเครือข่ายทุกระดับ
“การผนึกกำลังกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกครั้งนี้ จะช่วยยกระดับระบบสาธารณสุขอัจฉริยะของประเทศไทยให้เข้มแข็ง ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและทันสมัยมากยิ่งขึ้น” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

