‘หมอนรองกระดูกคอเสื่อม’จากการใช้มือถือ หมอเทียบเหมือนมี’เด็ก8ขวบ’นั่งบนคอตลอดเวลา

16.05.26 | 09:09 น.

ในยุคที่ชีวิตประจำวันแทบผูกติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ อาการ “ปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่” กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้แทบทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน คนจำนวนไม่น้อยเลือกมองว่าเป็นเพียงอาการออฟฟิศซินโดรมหรือความเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป จึงมักปล่อยไว้ ซื้อยารับประทานเอง หรือแก้ปัญหาด้วยการนวดเพียงชั่วคราว แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังเตือนว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โรคใกล้ตัวที่กำลังพบมากขึ้นในคนยุคดิจิทัล และหากปล่อยไว้อาจลุกลามจนเกิดภาวะกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังได้

นพ.ชุมพล คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ S-Spine and Joint Hospital อธิบายว่า พฤติกรรมสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือการก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและหมอนรองกระดูก

“โดยปกติศีรษะของคนเรามีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อก้มหน้าลงประมาณ 60 องศา แรงกดที่กระดูกคอจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 27 กิโลกรัม เปรียบเสมือนมีเด็กอายุประมาณ 8 ขวบนั่งอยู่บนคอตลอดเวลา” ดังนั้น แรงกดสะสมในลักษณะนี้ทำให้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเร็วกว่าปกติ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนอายุน้อยเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังมากขึ้นในปัจจุบัน

ที่ผ่านมา โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันกลับพบในวัยทำงานและคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง หรือมีพฤติกรรม “ก้มคอเล่นมือถือ” เป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว หลายคนเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุยังไม่มาก แต่ไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษา เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการปวดเมื่อยทั่วไป

ปัญหาที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่รู้ตัวว่าอาการปวดคอที่เป็นอยู่เริ่มพัฒนาไปสู่ภาวะกดทับเส้นประสาทแล้ว เนื่องจากอาการในระยะแรกมีลักษณะคล้ายออฟฟิศซินโดรม ทำให้หลายคนเลือกอดทนกับอาการ หรือรักษาแบบประคับประคองโดยไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ

Advertisement

แพทย์จึงแนะนำให้สังเกต 3 สัญญาณอันตรายสำคัญ ได้แก่ “ปวดร้าวเหมือนไฟชอร์ต” ที่ไม่ได้ปวดเฉพาะต้นคอ แต่ร้าวลงสะบัก ไหล่ หรือแขน โดยเฉพาะเวลาเงยหน้าหรือเอียงคอ ต่อมาคือ “มือชาและอ่อนแรง” เริ่มหยิบจับของไม่ถนัด ทำของหลุดมือ หรือทำกิจกรรมละเอียด เช่น ติดกระดุมเสื้อได้ลำบาก และสัญญาณที่อันตรายที่สุดคือ “เดินเซ หรือขากระตุกเอง” ซึ่งอาจหมายถึงไขสันหลังเริ่มถูกกดทับ จำเป็นต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในระยะยาว นอกจากนี้ หากมีอาการเสียววาบลงแขนหรือแผ่นหลังขณะไอหรือจาม ก็อาจสะท้อนว่าหมอนรองกระดูกกำลังกดเบียดเส้นประสาทอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

แม้โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ยังพอจะมีการป้องกันสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลิกใช้เทคโนโลยี เพียงปรับพฤติกรรมให้ถูกหลักสรีระ เช่น ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา หลีกเลี่ยงการก้มคอเป็นเวลานาน ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแทนการก้มหน้า รวมถึงควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถและยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุก 30-60 นาที เพื่อลดแรงกดสะสมบริเวณต้นคอและบ่าไหล่ อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอชั้นลึก เช่น การดันคางไปด้านหลัง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กระดูกสันหลังส่วนคอและช่วยพยุงแนวกระดูกให้เหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ง่ายระหว่างวัน ทั้งในบ้านและที่ทำงาน

ในด้านการรักษา หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาและกายภาพบำบัด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันที แต่หากมีอาการปวดร้าว ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อประเมินตำแหน่งการกดทับของเส้นประสาทอย่างละเอียด ซึ่งช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก MIS (Minimally Invasive Surgery) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม โดยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5 เซนติเมตร ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ภายในเวลาไม่นานหลังการรักษา และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเดิม

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่ผู้คนต้องอยู่กับหน้าจอมากขึ้นทุกวัน คำเตือนของแพทย์ครั้งนี้อาจสะท้อนว่า “อาการปวดคอ” ที่หลายคนมองข้าม อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ และหากละเลย อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างคาดไม่ถึง