สธ.เร่งปั้น ‘อาสาพยาบาล’ เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ตั้งเป้าดูแลผู้ป่วย 1 ตำบล 1 อสพ.

14.05.26 | 19:17 น.

‘พัฒนา’ เร่งปั้น ‘อาสาพยาบาล’ เงินเดือน 15,000 บาท ดูแลผู้ป่วย 1 ตำบล 1 อสพ.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง ครั้งที่ 4/2569 ว่าที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการจัดตั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช จ.ราชบุรี การเตรียมเข้าร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly : WHA) การจัดสรรแพทย์ใช้ทุน รวมถึงการเดินหน้า โครงการอาสาพยาบาลชุมชน หรือ อสพ.

นายพัฒนากล่าวว่า การประชุมสมัชชาอนามัยโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17-27 พฤษภาคมนี้ โดยประเทศไทยเตรียมพบหารือทวิภาคีกับหลายประเทศเป็นพิเศษ ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ไทยเตรียมเสนอผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (Director-General) แทน นายเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ที่จะหมดวาระในช่วงกลางปี 2570

“ตอนนี้มีหลายประเทศให้ความสนใจและตอบรับการหารือแล้ว 22 ประเทศ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยได้รับความสนใจบนเวทีสาธารณสุขโลก” นายพัฒนากล่าว

เมื่อถามถึงรายชื่อผู้สมัครจากประเทศไทย นายพัฒนากล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาแล้ว และกระทรวงสาธารณสุขได้เชิญชวนบุคคลที่มีศักยภาพเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเพิ่มเติมด้วย

Advertisement

นายพัฒนากล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน” หรือ อสพ. ที่ประชุมมีมติให้เริ่มดำเนินการในปี 2569 โดยแต่ละเขตสุขภาพจะไปพิจารณาความพร้อมด้านงบประมาณและกำลังคน เพื่อเริ่มดำเนินงานในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณนี้ อสพ.จะมีบทบาทดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยประคับประคอง กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แม่และเด็ก ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในชุมชน เพื่อช่วยลดภาระระบบบริการสุขภาพ อสพ.จะผ่านการฝึกอบรม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยในชุมชน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ซึ่งจะช่วยลดภาระครอบครัวที่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย ซึ่งการอบรมจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน พร้อมลงพื้นที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

“เป้าหมายแรกคือ 1 ตำบล 1 อสพ. แต่เป้าหมายสุดท้ายภายใน 3 ปี อยากให้ทุกหมู่บ้านมีอาสาพยาบาลชุมชนอย่างน้อย 1 คน” นายพัฒนากล่าว

นายพัฒนากล่าวว่า อสพ.จะไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นผู้ที่จบปริญญาตรีแล้วมาเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติม โดยจะได้รับค่าตอบแทนรายเดือนขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท และอาจมีค่าตอบแทนเพิ่มเติมตามผลงาน เช่น จำนวนผู้ป่วยที่ดูแล โดยใช้งบประมาณจากส่วนกลางในปีงบประมาณ 2570 ไม่เป็นภาระของโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการในพื้นที่ ทั้งนี้ อสพ.จะทำงานเสริมกันกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยเชื่อว่าภาระงานจะไม่ซ้ำซ้อนกับดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง Caregiver (CG) โดยความแตกต่างที่ชัดเจนคือ พยาบาลอาสาจะทำหน้าที่เป็นประจำ (Full time) ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงลดภาระประชาชน ลดการลาออกจากงานเพื่อไปดูแลคนป่วย ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีทุกหมู่บ้านจะมีอาสาพยาบาล

นายพัฒนายังกล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดรับฟังความคิดเห็นกรณีการแยกสายงานบุคลากรสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า หลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 15 มิถุนายน จะมีการหารือร่วมกับ 6 หน่วยงานหลัก อาทิ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงาน ก.พ. เพื่อสรุปรายละเอียดและตอบข้อกังวล โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณและรูปแบบการบริหารบุคลากร

“หากในอนาคตกระทรวงสาธารณสุขมีกฎหมายบริหารบุคลากรของตัวเอง ก็จะช่วยให้การบริหารค่าตอบแทนและกำลังคนมีความคล่องตัวมากขึ้น” นายพัฒนากล่าว

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวถึงการจัดสรรแพทย์ใช้ทุน ประจำปี 2569 ว่าปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มีการปรับระบบใหม่ ให้นักศึกษาแพทย์เลือกพื้นที่ขาดแคลนก่อนเข้าสู่กระบวนการจับสลาก โดยมีตำแหน่งในพื้นที่ขาดแคลนกว่า 200 ตำแหน่ง และขณะนี้มีแพทย์เลือกลงพื้นที่ดังกล่าวแล้วประมาณ 180 ตำแหน่ง

“ที่ผ่านมาแพทย์ส่วนใหญ่มักเลือกพื้นที่ที่อยากไปก่อน แล้วคนที่เหลือจึงต้องไปในพื้นที่ที่ขาดแคลน แต่ปีนี้เราปรับระบบใหม่ เพื่อให้เกิดการอาสาไปช่วยพื้นที่ขาดแคลนก่อน หวังลดปัญหาการลาออกหลังใช้ทุน” ปลัด สธ.กล่าว

นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ในแต่ละปีมีแพทย์จบใหม่ประมาณ 2,500-2,800 คน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรประมาณ 1,600 คน เพื่อนำกระจายลงพื้นที่ทั่วประเทศ

ส่วนข้อกังวลกรณีบางโรงพยาบาลได้รับแพทย์น้อย แม้มีภาระงานสูงนั้น รองปลัด สธ.ระบุว่า กระทรวงได้หารือกับผู้บริหารเขตสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และเป็นเรื่องการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังยอมรับว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการเปิดรับแพทย์เข้าสังกัดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีแพทย์บางส่วนลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขเพื่อย้ายไปสังกัด กทม.