‘รามา+1’ พลิกโฉมครั้งใหญ่ ผุดเมดิคัลคอมเพล็กซ์ยักษ์ สู่โรงพยาบาลใหญ่สุดในไทย
ท่ามกลางความแออัดของผู้ป่วยวันละนับพันชีวิตในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลรามาธิบดี (รพ.) ที่ตลอดระยะเวลา 60 ปี ได้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของระบบสาธารณสุขไทย แต่วันนี้ ‘พื้นที่’ กลับกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ เมื่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับศักยภาพในการรองรับ
ภายใต้ปัญหาดังกล่าว โครงการ “รามา+1 เพิ่มพื้นที่ บวกโอกาสให้ทุกชีวิต” พร้อมเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ภายใต้แนวคิด “เวลาซื้อไม่ได้ แต่ให้กันได้ไม่สิ้นสุด” จึงถูกผลักดันขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อขยายอาคารหรือเพิ่มจำนวนเตียงเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับระบบบริการทางการแพทย์ทั้งระบบ ตั้งแต่การรักษา การวิจัย ไปจนถึงการผลิตบุคลากร เพื่อรองรับอนาคตของสังคมไทยที่ความต้องการด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดเผยว่า เวลาผ่านไปมาก ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา เราพยายามทำงานอย่างหนัก ผลิตแพทย์ บุคลากรทางสาธารณสุขออกไปเป็นจำนวนมาก พัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ปัจจุบันมีคนไข้ 1 วัน ประมาณ 8,000 คน ซึ่งเยอะขึ้น 4 เท่า แน่นอนว่าอาคารที่สร้างไว้ไม่สามารถรองรับได้ สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของสถานที่เดิม คือ เรื่องของพื้นที่ ที่ไม่สามารถขยายไปไหนได้
“คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องอัพเกรดรามาธิบดีขึ้น ให้ทันสมัย สามารถรองรับคนไข้ได้เยอะขึ้น พัฒนาระบบต่างๆ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบัน พัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์ ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ 200 คนต่อปี รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามรพ.ต่างๆ เป็นกำลังสำคัญให้กับวงการสาธารณสุขของไทย ให้คนไข้ที่เข้ามาไม่ได้กลับไปด้วยความรู้สึกว่าหายอย่างเดียว แต่ให้รู้สึกว่าหายแล้วพร้อมที่จะกลับไปเป็นพลังให้กับสังคมต่อไป” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า อาคารแห่งใหม่จะมีห้องผ่าตัดถึง 50 ห้อง รวมถึง ICU จะมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 200 เตียง ขณะเดียวกันการดูแลคนไข้ ห้องพักผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รองรับผู้ป่วยใน 821 เตียง โดยเน้นการเพิ่มจำนวนห้องพักเดี่ยว รวมทั้งจำนวนที่จอดรถเพิ่มขึ้น สามารถจอดได้กว่า 1,300 คัน กำลังจะเริ่มก่อสร้าง และจะมีการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ใช้เวลา 6 ปี
“คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ตามแผนในปี พ.ศ.2575 เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่กว่า 15 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร จะเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ย่านนวัตกรรมโยธี ซึ่งจะทำหน้าที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับวงการแพทย์ไทย เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น“ ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า จะสามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะ หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุด ต้องยอมรับว่าอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ต่อไปสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเข้ามามอนิเตอร์คนไข้ ด้วยระบบที่มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
เช่น อุปกรณ์ติดตามการเต้นของหัวใจ ที่เมื่อก่อนต้องมีสายระโยงระยาง เดินทางไปไหนลำบาก ปัจจุบันพัฒนาเป็นอุปกรณ์ที่เล็กขนาดฝ่ามือ สามารถติดไปไหนมาไหนได้ อาบน้ำได้ ให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้คล่องตัวมากขึ้น ต่อไปอาจจะเห็นแพทย์ที่มีผู้ช่วยเป็น AI และสามารถที่จะช่วยหมอวิเคราะห์ หรือวิธีต่างๆ ในการตัดสินใจ ทำให้สามารถที่จะดูคนไข้ได้รอบด้านมากขึ้น หุ่นยนต์ที่จะเข้ามาดูแล ก็จะทำให้การทำงานของพยาบาลเบาลง
ในด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า จะผลิตแพทย์ให้เหมาะสมกับสังคมเพิ่มมากขึ้น ความรู้ทางการแพทย์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้สิ่งที่ท้าทาย คือ ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น AI หรืออื่นๆ เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิอากาศก็เปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยก็ร้อนขึ้น
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ต้องเอาเข้ามาอยู่ในหลักสูตร ในการอบรมหรือว่าสอนให้กับแพทย์รุ่นใหม่ที่จะจบไป ให้มีความรู้ที่จะดูแลผู้สูงอายุได้ดีขึ้น ดูแลคนที่จะอยู่ในภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและต้องสามารถใช้เทคโนโลยีได้ เป็นนายของเทคโนโลยีหรือถ้าจะให้ดีต้องเป็นคนที่สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเอง” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าว

น.ส.พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการดำเนินโครงการนี้ ว่า พอมีโรงพยาบาล ก็มีผู้มีจิตกุศลอยากเป็นส่วนหนึ่ง หรือ บวก1 ในการร่วมให้ ร่วมส่งต่อ ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นบุคลากรการแพทย์ แต่ทุกคนสามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังในการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ได้
“ทุกคนสามารถมาเป็นอีก 1 เสียง 1 แรง สามารถทำให้โครงการนี้สำเร็จได้” น.ส.พรรณสิรี กล่าว
น.ส.พรรณสิรี กล่าวต่อไปว่า ต้องการสื่อสารให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของ ‘เวลา’ ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด สำหรับผู้ป่วยบางคน ทุกนาทีมีค่าเท่ากับชีวิต ทุกการให้จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันเวลา มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น ‘สะพานบุญ’ เชื่อมโยงพลังแห่งการให้จากประชาชนเพื่อสนับสนุนภารกิจของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
“ทั้งด้านการรักษาผู้ป่วย การวิจัย การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องและยั่งยืน เพราะเชื่อว่า การ ‘บวกหนึ่ง’ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่เวลา หรือทรัพยากร ล้วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น และมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น ซึ่งเมื่อพลังของการให้ถูกรวมเข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคม” น.ส.พรรณสิรี กล่าว

ด้าน สกาย วงศ์รวี นทีธร นักแสดงจิตอาสา กล่าวว่า ผูกพันกับรพ.รามาธิบดีมากรวมไปถึงมูลนิธิรามาธิบดี บริจาคเกือบทุกปี เรารู้สึกว่าสิทธิในการรักษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ ปัจจุบันประชาชนมีประมาณ 5.5 ล้านคน ถ้าทุกคนจะต้องมารักษาพร้อมกันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ทำให้รู้สึกว่าการเพิ่มพื้นที่ให้กับผู้ป่วย มีเตียงที่เพียงพอ จะได้ต่อเวลาให้กับคนไข้หลายๆ คน
“ดีใจมากที่ได้มาเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนทุกคนให้มาร่วมบริจาค ถ้าสร้างเสร็จ รพ.นี้ก็จะเป็นรพ.ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่ในการรักษาเยอะมากขึ้น จะได้ดูแลผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี” วงศ์รวี กล่าว
นานิ หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ นักแสดงจิตอาสา กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรงกับรพ.รามาธิบดี แต่เรียกว่าเป็นรพ.ที่สำคัญ สำหรับคนไทยมาก เป็นรพ.รัฐที่แข็งแรง ดูแลผู้ป่วยทุกช่วงชีวิต ทำให้รู้สึกว่าการที่มีระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนไทย อยากให้มีบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะเป็นเพื้นที่จอดรถสำหรับญาติผู้ป่วย มีสถานที่เพิ่ม
“ดีใจและเป็นเกียรติมาก รู้สึกชอบคอนเซ็ปต์มาก ที่บอกว่า การให้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะรู้สึกว่าสิ่งสำคัญในการให้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มาจากสิ่งเล็กๆ การให้ที่มาก หรือการให้ที่ใหญ่ เหมือนที่เขาบอกว่า ต่อพลัง ต่อชีวิตให้ใครหลายคน ไม่ได้ให้แค่เขาคนเดียว แต่รวมไปถึงคนรอบข้างและครอบครัวด้วย” หิรัญกฤษฎิ์ กล่าว
เมื่อ ‘เวลา’ กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วย การเพิ่มพื้นที่และโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที จึงไม่ใช่แค่ภารกิจของบุคลากรทางการแพทย์ หากแต่เป็นพลังของทั้งสังคม ที่สามารถร่วมกัน ‘บวกหนึ่ง’ เพื่อเปลี่ยนโอกาสของชีวิตให้เกิดขึ้นได้จริง


