คร.ชี้ไทยใกล้ยุติถ่ายทอดเอชพีวีจากแม่สู่ลูก เร่งสกัด ‘ซิฟิลิส’ ในวัยรุ่น-สถานการณ์ยังน่ากังวล

20.05.26 | 08:00 น.

คร.ชี้ไทยใกล้ยุติถ่ายทอดเอชพีวีจากแม่สู่ลูก เผยอัตราติดเชื้อเหลือ1.84% ต่ำกว่าเป้าองค์การอนามัยโลก
เร่งสกัด ‘ซิฟิลิส’ ในวัยรุ่น-สถานการณ์ยังน่ากังวล

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงาน “Thailand’s Triple Elimination of Mother-to-Child Transmission by 2030” หรือการยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก 3 โรคสำคัญ ได้แก่ เอชไอวี (HIV) ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และเข้าใกล้เป้าหมายการรับรองระดับสากลภายในปี 2573 หลังระบบสาธารณสุขสามารถควบคุมการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์และทารกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายงานระบุว่า เป้าหมายสำคัญของประเทศไทย คือ การลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกให้ต่ำกว่า 2% ลดอัตราเด็กแรกเกิดติดเชื้อซิฟิลิสแต่กำเนิดให้ไม่เกิน 50 ต่อเด็กเกิดมีชีพแสนคน และควบคุมการถ่ายทอดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ภายใต้กรอบการรับรองขององค์การอนามัยโลก (WHO)

นพ.นิติ กล่าวว่า สถานการณ์เอชไอวีของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงทุกปี รวมถึงในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการติดเชื้อสูง แต่เริ่มเห็นแนวโน้มลดลงเช่นกัน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน การคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ และการเข้าถึงยาต้านไวรัสที่ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับอัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือน

“พบว่า ประเทศไทยสามารถควบคุมอัตราให้อยู่ต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกได้ต่อเนื่อง โดยในปี 2568 อยู่ที่ 1.84% ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2% ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นพ.นิติ กล่าว

นพ.นิติ กล่าวว่า ข้อมูลปีงบประมาณ 2568 ยังพบว่า มีหญิงตั้งครรภ์เข้าสู่ระบบบริการฝากครรภ์กว่า 336,150 คน และกว่า 99.51% ได้รับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสมากถึง 97.45% ส่งผลให้อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่ลดลงเหลือเพียง 1.14% เท่านั้น

Advertisement

“ซึ่งใกล้เป้าหมายการยุติปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่เข้าสู่ระบบบริการล่าช้า รวมถึงผู้ที่หลุดจากการติดตามรักษา เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ยาก” นพ.นิติ กล่าว

ในส่วนของโรคซิฟิลิส นพ.นิติ กล่าวว่า ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งมีอัตราป่วยเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลปี 2568 พบว่า อัตราป่วยโรคซิฟิลิสในกลุ่มอายุ 15-24 ปี อยู่ที่ 147.6 ต่อประชากรแสนคน ขณะที่อัตราป่วยทุกกลุ่มอายุอยู่ที่ 50.3 ต่อประชากรแสนคน ขณะเดียวกัน อัตราป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ยังสูงกว่าเป้าหมายองค์การอนามัยโลกอย่างมาก

โดยปี 2568 อยู่ที่ 297.4 ต่อเด็กเกิดมีชีพแสนคน สูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนดไม่เกิน 50 ต่อแสนคน สะท้อนว่าประเทศไทยยังต้องเร่งค้นหาและรักษาหญิงตั้งครรภ์ให้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น โดยข้อมูลการดำเนินงานปี 2568 ระบุว่า หญิงตั้งครรภ์กว่า 99.41% ได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิส แต่ยังพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อจำนวน 6,268 ราย โดยมีผู้ได้รับการรักษา 97.24%

ขณะที่ทารกที่ได้รับการรักษามีเพียง 86.25% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาซิฟิลิสจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการให้ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ปลอดภัย การตรวจคัดกรองก่อนตั้งครรภ์ และการติดตามคู่สัมผัสทางเพศ เพื่อหยุดวงจรการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์

นพ.นิติ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไวรัสตับอักเสบบี ประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีน HBV อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี 2568 พบว่า อัตราการถ่ายทอดเชื้อ HBV จากแม่สู่ลูกอยู่ที่ประมาณ 1% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีน HBV ในทารกแรกเกิดยังอยู่ในระดับสูง โดยวัคซีนเข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดมีความครอบคลุม 94.70% และวัคซีนครบชุดอยู่ที่ 89.89% ขณะที่เด็กที่เกิดจากมารดาติดเชื้อยังได้รับยาป้องกัน HBIG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.นิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเน้นสำคัญของการดำเนินงานในปี 2569 คือ การเฝ้าระวังกลุ่มมารดาเสี่ยงสูงและคู่ การติดตามเข้าสู่การรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถติดตามผู้ป่วยและประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ Global Validation Advisory Committee (GVAC) ภายในปี 2573 ว่าสามารถยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกได้ตามมาตรฐานสากล