หมอบูรณ์ บุกกระทรวงแรงงาน ยื่นยับยั้ง ‘สูตร CARE’ จี้ตั้งคณะทำงานร่วมแก้สิทธิ ม.33-39
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน นสพ.บูรณ์ อารยพล หรือ หมอบูรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนเครือข่ายผู้ประกันตนและภาคประชาชน ได้เดินทางเข้าพบ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ยื่นหนังสือคัดค้านและยับยั้งสูตร CARE อย่างเป็นทางการ
หลังจากที่พบสัญญาณอันตรายว่า สูตรนี้อาจถูกนำมาใช้แบบเร่งรีบจนสร้างความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างต่อผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39
โดยมี 2 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ต้องชะลอการประกาศบังคับใช้สูตร CARE ไว้ก่อนทันที เพื่อหยุดยั้งผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกันตน และเปลี่ยนมาใช้แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 เป็นบรรทัดฐานหลักในการคำนวณและคุ้มครองสิทธิ์แทน
2.ต้องแต่งตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) ระหว่างภาครัฐและฝ่ายคัดค้าน โดยต้องมีสัดส่วนของนสพ.บูรณ์ อารยพล และตัวแทนจากเครือข่ายฯ เข้าไปนั่งเป็นกรรมการร่วมพิจารณา เพื่อปรับปรุงโครงสร้างนโยบายให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและเสียงของประชาชน
นสพ.บูรณ์ กล่าวว่า พบว่าสูตร CARE ที่กำลังมีความพยายามจะผลักดันอยู่นั้น มีช่องโหว่ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินสมทบและสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพี่น้องระบบประกันสังคม
มันคือการแก้ปัญหาแบบโปะซ้ายป้ายขวา ที่ลิดรอนสิทธิของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อไปเอื้อประโยชน์ให้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขัดต่อหลักธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง
”นโยบายแรงงานที่ดี ต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ และต้องไม่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทำงานเบื้องหลัง” นสพ.บูรณ์ กล่าว
นสพ.บูรณ์ กล่าวต่อว่า ในการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เราได้นำทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย มายื่นต่อกระทรวงแรงงาน
“โดยข้อเสนอของพวกเราคือการให้กระทรวง นำแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 มาเป็นบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหา” นสพ.บูรณ์ กล่าว
นสพ.บูรณ์ กล่าวต่อว่า แนวคำพิพากษานี้ ถือเป็นเกราะคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายสูงสุดที่เคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของผู้ประกันตน ซึ่งมีความเป็นธรรมชัดเจน
“และไม่สร้างความแตกแยกเหลื่อมล้ำระหว่าง ม.33 และ ม.39 การที่กระทรวงจะไปคิดค้นสูตร CARE ขึ้นมาใหม่ ยิ่งสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อแนวทางของศาลฎีกาและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายในอนาคต” นสพ.บูรณ์ กล่าว
ดังนั้น การกลับมาใช้แนวทางตามฎีกา 3307/2567 จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและเป็นธรรมที่สุดต่อทุกฝ่าย
ด้าน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ได้รับหนังสือคัดค้านด้วยตนเอง กล่าวว่า ข้อมูลและข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาเสนอนี้มีน้ำหนักและเป็นประโยชน์มาก การเมืองภาคประชาชนต้องคุยกันให้จบทั้งสองฝ่ายก่อน
“จะนำหนังสือฉบับนี้เรียนตรงถึง ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ทันที และจะประสานเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกันเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมที่สุด ยืนยันว่าจะไม่มีการแอบยัดไส้นโยบายที่ประชาชนเคลือบแคลงใจแน่นอน” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

