เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์พิเศษคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา กรณีการพิจารณาร่างปรับสูตรคำนวณบำนาญประกันสังคม หรือ “บำนาญสูตรCARE” ว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมตามวาระปกติของ กมธ. ซึ่งจัดขึ้นทุกวันจันทร์ โดยได้เชิญสำนักงานประกันสังคมและผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและผู้ที่สะท้อนข้อกังวลต่อสูตรดังกล่าว ในภาพรวม กรรมาธิการทุกคนมีจุดยืนตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณบำนาญต้องทำให้ระบบดีขึ้น และไม่ควรมีผู้ประกันตนคนใดเสียประโยชน์แม้แต่คนเดียว เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน หลักการง่ายๆ คือ การเปลี่ยนแปลงต้องดีขึ้น และไม่ควรมีใครเสียประโยชน์แม้แต่เพียงคนเดียว
ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า ในการประชุมมีตัวแทนหลายฝ่ายเข้าร่วมให้ความเห็น โดยฝ่ายที่สนับสนุนสูตร CARE มีประมาณ 3 คน ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้คัดค้านสูตรโดยตรง แต่สะท้อนถึงจุดอ่อนที่อาจกระทบผู้ประกันตนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ หากนำรายได้ทั้งชีวิตมาคำนวณเฉลี่ย อาจทำให้ได้รับบำนาญต่ำกว่าระบบเดิมที่คิดเฉพาะเงินเดือนช่วงท้าย อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า รายได้ในอดีตจะถูกปรับด้วยดัชนีค่าครองชีพให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ทำให้ฐานรายได้ช่วงแรกของการทำงานไม่ได้ต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ขณะที่หลายฝ่ายเสนอให้ใช้ “บทเฉพาะกาล” เพื่อเยียวยาผู้ที่อาจเสียประโยชน์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ตนเห็นว่า หากมีผู้ได้รับผลกระทบจริง การชดเชยไม่ควรจำกัดเพียง 5 ปีแรกหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ เพราะผู้ประกันตนต้องได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรมตลอดชีวิต
เมื่อถามถึงข้อสรุปจากการประชุม ศาสตราภิชาน แล ระบุว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวผ่านกระบวนการศึกษามามากแล้ว และร่างประกาศอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงไม่ควรมีการยื้อเวลาเพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีก
“คำว่าให้ไปศึกษาเพิ่ม ทุกวันนี้มันแปลว่าเตะถ่วง ถ้าเรากำลังทำอะไรให้มันดีขึ้น ให้มันยุติธรรม การเตะถ่วงก็ทำให้ความยุติธรรมไปไม่ถึงประชาชนเสียที หากมีข้อบกพร่องในทางปฏิบัติ ก็สามารถปรับแก้ภายหลังได้ แต่หากยังไม่เริ่มดำเนินการ จะไม่มีทางเห็นปัญหาที่แท้จริง ต้องปฏิบัติก่อนถึงจะรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้ามีข้อผิดพลาดก็แก้กันภายหลัง แต่ถ้ายังไม่ทำ สิ่งดีๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น และคนที่ควรได้รับประโยชน์ก็ยังต้องรอต่อไป” ศาสตราภิชาน แล กล่าว
เมื่อถามถึงความมั่นคงทางการเงินของกองทุนประกันสังคม ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า หากไม่มีการปรับปรุงระบบ รายงานศึกษาหลายฉบับประเมินว่าเงินกองทุนอาจร่อยหรอในอนาคต ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งขยายรายได้ของกองทุนควบคู่กับการควบคุมรายจ่าย โดยเสนอว่า รัฐควรเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ให้มีความคล่องตัวและสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น รวมถึงควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และป้องกันปัญหาทุจริตหรือความฟุ่มเฟือยในการบริหารจัดการ ฉะนั้น ถ้าสูตร CARE ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ก็ต้องหารายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ล็อกทุกอย่างไว้เหมือนเดิม ทั้งรายรับ รายจ่าย และการลงทุนต้องคิดไปพร้อมกัน
เมื่อถามย้ำว่ามีความเห็นอย่างไรกับสูตร CARE ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า โดยหลักการตนเห็นด้วยกับสูตร CARE เพราะเป็นแนวทางที่ดีกว่าสูตรเดิมที่คำนวณเฉพาะ 5 ปีสุดท้าย แต่รัฐต้องทำให้สูตรดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกันตนทุกกลุ่ม และต้องไม่สร้างผู้เสียประโยชน์รายใหม่ขึ้นมา สูตรนี้ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ควรทำให้ใครเสียประโยชน์เป็นอันขาด

