บอร์ดค่าจ้าง เดินหน้าปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ ใช้ฐาน 2.9% คาดสรุปผลได้ใน 90 วัน ย้ำแต่ละอาชีพขึ้นไม่เท่ากัน

26.05.26 | 15:42 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ครั้งที่ 5/2569 โดยมี ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ประกอบด้วย ผู้แทนจากฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนจากฝ่ายลูกจ้าง และผู้แทนจากฝ่ายรัฐบาล เข้าร่วมการประชุม ซึ่งมีวาระเพื่อพิจารณา 1 เรื่อง คือ การทบทวนอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 129 สาขา เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือแรงงานและสอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน โดยความคืบหน้าการพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดในหลายด้าน โดยเฉพาะการกำหนดค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งในด้านทักษะ ความยากง่าย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

“ผลการประชุมทบทวนค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขาอาชีพในวันนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากแต่ละสาขาวิชาชีพมีลักษณะงานและระดับทักษะที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก รวมถึงมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาในการคำนวณค่าจ้าง” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ในการประชุมมีการหารือกันหลายด้านทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง โดยก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งวันนี้ได้ข้อสรุปสำคัญ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการ ให้ใช้อัตราเพิ่มขึ้น 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในทุกสาขาอาชีพ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการกำหนดอัตราค่าจ้างให้เหมาะสมกับแต่ละสาขา โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างที่มีการจ้างจริงในตลาดแรงงาน เช่น สาขาช่างซ่อมรถยนต์ กับสาขาช่างบำรุงรักษารถยนต์ แม้จะเกี่ยวข้องกับงานลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ใช้ทักษะต่างกัน ดังนั้น หากใช้วิธีคำนวณอัตราเดียวกันทุกสาขา อาจไม่สะท้อนความเป็นธรรมต่อแรงงาน และไม่ช่วยส่งเสริมมาตรฐานฝีมือแรงงานจริง นอกจากนี้ ยังต้องนำช่วงเวลาของการสำรวจอัตราค่าจ้างในแต่ละสาขามาพิจารณาด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ประกอบการคำนวณมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้อัตราค่าจ้างที่กำหนดในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน และบางส่วนยังมีระยะเวลาคงค้างอยู่

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญ คือ เรื่องทักษะที่จำเป็นในแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรมีน้ำหนักสำคัญในการกำหนดค่าจ้าง เพราะสะท้อนถึงความสามารถของแรงงาน และเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการและลูกจ้าง ทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และกระทรวงแรงงาน เห็นตรงกันว่าให้คณะอนุกรรมการกลับไปนำหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ด้านไปคำนวณใหม่ โดยเชื่อว่าอัตราค่าจ้างจะปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ และจะไม่มีการปรับลดลง โดยแต่ละสาขาอาชีพอาจปรับขึ้นไม่เท่ากัน เนื่องจากมีรายละเอียดและปัจจัยแตกต่างกัน สำหรับกรอบเวลาการดำเนินการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน เนื่องจากมีรายละเอียดจำนวนมาก

“ระหว่างนี้คณะอนุกรรมการจะทยอยนำความคืบหน้าเสนอเข้าสู่ที่ประชุมทุก 30 วัน โดยสาขาใดที่ดำเนินการเสร็จก่อนก็สามารถเสนอพิจารณาได้ทันที” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

Advertisement

ส่วนประเด็นสภาพเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการพิจารณาค่าจ้าง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ สถานการณ์สงคราม และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมและภาคการจ้างงาน โดยในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างจากผลกระทบดังกล่าว รวมถึงมีข้อเสนอให้กระทรวงแรงงานนำประเด็นต่างๆ ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เพื่อจัดการด้านแรงงานของประเทศ

“ยกตัวอย่างภาคขนส่ง ซึ่งฝ่ายนายจ้างสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงต้นทุนด้านต่างๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการรักษาระดับการจ้างงาน” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ฝ่ายนายจ้างมีมุมมองว่ายังไม่ควรปรับค่าจ้างในช่วงนี้หรือไม่ จากสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้น พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องการให้กลไกต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น และลดผลกระทบทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการเพิ่มหรือลดค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินต่อไปได้

“ความเดือดร้อนของลูกจ้างก็เป็นเรื่องสำคัญ และมีการหารือกันอย่างละเอียดในที่ประชุม” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ถามต่อถึงแนวโน้มการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นค่าจ้างแรกเข้าในปี 2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า จะต้องมีการหารือกันอย่างแน่นอน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและต้นทุนต่างๆ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ

“ยืนยันว่า เรื่องการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะมีการนำเข้าสู่การหารือแน่นอน แต่ขณะนี้ยังต้องรอดูสถานการณ์อีกระยะ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ยังไม่นิ่ง และยังมีสถานการณ์ใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในปีนี้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า จากตัวเลขที่รายงานในวันนี้ ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป ทั้งนี้ ต้องขอบคุณทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและแรงงานที่พยายามประคับประคองให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

“แม้อาจมีบางส่วนที่เกิดการเลิกจ้าง การปิดกิจการ หรือการชะลอตัวของอุตสาหกรรมใหม่ แต่โดยรวมสถานการณ์การจ้างงานยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังมีโอกาสในการรักษาระดับการจ้างงานต่อไป” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว