เข้าอยู่ได้ทันทีไม่ต้องจองคิว! เปิดห้อง ชาวคอนโด สวางคนิเวศ ที่พักของคนเกษียณ ที่ยังมีแรงเฉิดฉาย
โครงสร้างประชากรของไทยในปัจจุบัน บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเรากำลังเผชิญภาวะ สังคมสูงวัยขั้นสุด (Super-Aged Society) หลังจำนวนผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึง 13.6 ล้านคน แซงหน้าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่เหลือเพียง 9.5 ล้านคน
ตัวเลขอัตราการเกิดและตาย ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ยอดการตายสูงกว่ายอดการเกิด เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ทำให้ต้องวางแผนทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน หรือระบบสาธารณสุข
ขณะที่ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ยังได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุด ว่าบ้านพักผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพียง 96 โครงการ รองรับได้ 1.6 หมื่นคนเท่านั้น และมีอัตราการเข้าพักไปแล้วรวมกว่า 87.8% แต่ละแห่งต้องรอคิวนาน อย่างบ้านบางแคที่มีคนรอคิวอยู่ถึง 6,000 คน กับตัวเลขการรองรับที่ได้เพียง 250 คนเท่านั้น ทำให้ต้องรอคิวยาวนานถึง 15 ปี
ข้อมูลการสำรวจของสภาพัฒน์ ยังระบุว่า 5.7% ของคน เริ่มสนใจที่พักผู้สูงอายุแบบครบวงจร และ 1% คาดว่าจะได้อยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกับเจน Y และ Z ที่มีแนวโน้มไม่มีบุตร
จึงเกิดคำถามว่า แล้วทุกวันนี้คุณได้เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่ชีวิตสูงวัย วางแผนรองรับชีวิตหลังเกษียณแล้วหรือยัง
หลายคนมองหาบ้านพักในวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่เพราะครองชีวิตแบบ โสด ไร้ครอบครัว แต่มองหาด้วยความคิดที่ไม่ต้องการเป็นภาระลูกหลาน ทั้งยังได้อยู่ในสังคมที่คิดและเห็นอะไรแบบวัยเดียวกัน
สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย เป็นชื่อแรกๆ ที่เข้ามาในความคิดของมนุษย์เงินเดือน ด้วยแบรนด์สภากาชาดไทย ประกอบกับราคา ที่อยู่ในระดับไม่มากเกินกว่าจะจับต้อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการใช้ชีวิต

เปิดแปลน สวางคนิเวศ
หลังจากก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 ด้วยอาคาร 9 รวม 168 ห้อง ปัจจุบัน สวางคนิเวศ ขยายออกมาเป็นห้องพัก 9 อาคาร 468 ห้อง อย่างในปัจจุบัน เป็นที่พักผู้สูงอายุ ที่ใช้ระบบจองสิทธิ สนับสนุนห้องพักตามราคาที่สภากาชาดกำหนด โดยถือว่าเป็นการทำบุญบริจาคให้กับสภากาชาดไทย
ห้องพักแบบแรกในอาคาร 9 เป็นห้องสตูดิโอ 33 ตร.ม. ภายในห้องมีตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ระเบียง ซิงค์น้ำ และ ปุ่มสวิตช์สัญญาณขอความช่วยเหลือ ด้านหลังอาคารมองเห็นวิวทะเล และป่าชายเลน ให้ได้พักผ่อนหย่อนใจ ห้องชุดแบบแรกนี้ ราคาค่าห้องอยู่ที่ 650,000 บาท ซึ่งหากถูกใจและมีห้องว่างติดกัน ก็สามารถขออนุญาตเจาะห้องเพื่อเพิ่มเนื้อที่ได้

ถัดมาคือ อาคารส่วนต่อขยายอีก 8 อาคาร ทั้งหมด 300 ห้อง ขนาดใช้สอย 40 ตร.ม. แต่ละห้องมีลิฟต์และสัญญาณ WIFI ใช้ระบบสแกนนิ้วเข้าตึก หรือใช้คีย์การ์ด ที่มีไว้สำหรับผู้สูงอายุที่อาจจะสแกนนิ้วมือไม่ติดเมื่อสูงวัย อาคารทั้ง 8 หลัง แบ่งออกเป็น 2 แบบ มีราคาตั้งแต่ 8 แสนบาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดระเบียง
เช่นเดียวกับอาคารแรก ห้องพักนี้มีปุ่มสวิตช์ 2 จุด และออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาจากอาคารแรกสุด อาคารสว่าง และห้องใหญ่เป็นสัดส่วน เพื่อแก้ปัญหาชอบสะสมสิ่งของ
แต่ละห้อง ใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ประตูบานเลื่อน เพื่อไม่ต้องทำสเต็ปกั้นประตู ลดการสะดุดหกล้ม ไฟในห้องมองเห็นได้ในเวลามืด ประตูห้องน้ำที่ไร้กลอน เพื่อให้ช่วยเหลือได้ไว มาพร้อมกับการออกแบบให้ลาดลงเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าห้อง หรือแม้กระทั่ง เก้าอี้และราวจับในห้องน้ำ ตามหลักการออกแบบทั้งหมด ขณะที่พื้นต้องซอฟต์ ป้องกันบาดเจ็บเวลาล้ม ไม่มีรอยต่อ หรือตะปู ลดความเสี่ยงการล้ม
ไม่นับรวมบรรยากาศภายในอาคารที่ร่มรื่น และใส่ใจถึงขนาดมีที่พัก รวมถึงชิงช้า ไว้ให้ผู้สูงอายุนั่งพักได้เวลาเหนื่อย

ครบครัน ความสะดวกสบาย
ชาวคอนโดสวางคนิเวศ สามารถประกอบอาหารในห้องได้ เพียงแต่ต้องใช้เตาไฟฟ้า บ้างก็สั่งรับประทานอาหาร สามารถติดตั้งเครื่องซักผ้า หรือจะส่งซักรีด เอาไปซักส่วนกลาง ก็ทำได้เช่นกัน ไม่เว้นกระทั่งจ้างแม่บ้านเข้ามาดูแล
ในแต่ละเดือน ชาวคอนโดจะต้องจ่ายค่าส่วนกลาง 2,500 บาท เพื่อดูแลสถานที่ ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ค่าจัดกิจกรรมสันทนาการ ค่าบริการสุขภาพ อย่างฟิตเนส คาราโอเกะ สระว่ายน้ำ ห้องสมุด สัญญาณอินเตอร์เน็ต ห้องประชุม ที่หลายต่อหลายครั้ง ผู้สูงอายุยังได้งัดอาชีพเก่า การสอนหนังสือ มาเปิดคลาสเรียนภาษาจีนให้เพื่อนๆ อีกด้วย

ขณะที่จะเดินทางไปไหน ก็ยังมีรถกอล์ฟคอยบริการ ซึ่งเหล่าชาวคอนโดก็มักออกไปจับจ่ายตลาดปากซอย มีจักรยานให้ปั่นออกกำลังกาย รวมถึงมีกิจกรรมให้ความรู้ ทั้งเรื่องสุขภาพ และเทคโนโลยี หมุนเวียนมาไม่ขาด
จากคำบอกเล่าของ ผู้จัดการที่นี่ กิจกรรมที่ผู้สูงวัยชอบ ก็คงเป็นการว่ายน้ำในสระน้ำเกลือ ที่มีราวจับในสระเพื่อความปลอดภัย กิจกรรมที่ผู้สูงอายุปลื้มอีกอย่าง ก็ไม่พ้นคาราโอเกะ ได้ร้องดนตรีไทยเดิมโชว์ลูกคอเป็นหมู่คณะ เชิญวิทยากรมาร้องรำ มีรำชี่กง รวมถึงกิจกรรมอย่างเดินไปทะเลเพื่ออาบแดด เพียงไม่ไกล 600-800 ม. ก็ได้สัมผัสบรรยากาศทะเลยามเช้า ทั้งยังมีลานกิจกรรมของศูนย์ OKMD ที่ใช้ร่วมกับประชาชนโดยรอบอีกด้วย

ชีวิตอุ่นใจ ใกล้หมอ
อุษา ราชปรีชา ผู้จัดการอาคารสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย เล่าภาพของสวางคนิเวศปัจจุบันไว้ว่า ทุกวันนี้นี้ผู้อยู่อาศัยจะอยู่ได้ห้องละ 1-2 คน และต้องเป็นสามีภรรยาจึงจะสามารถสืบสิทธิต่อได้ หากพี่น้องอยู่ด้วยกันและเสียชีวิต ก็อาจจะสนับสนุนโครงการต่อทำสัญญาใหม่เพื่ออยู่ต่อได้ การดูแลที่นี่ ต้องตอบโจทย์คน 468 ห้อง คือ ให้อยู่แล้วผูกพัน เป็นเพื่อน วิถีชีวิตคล้ายๆ กัน ความชอบอาจต่างแต่ต้องยอมรับอยู่ร่วมกันได้
แม้บรรยากาศของสวางคนิเวศ อาจจะดูเงียบสงบ แต่ตลอดทั้งวัน ก็มีผู้สูงอายุออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างๆ อยู่ตลอด อุษาบอกว่า ใน 468 ห้อง มีคนที่มาอยู่อาศัยจริงๆ 300 คน ที่เหลืออาจจะไปๆ มาๆ มาสุดสัปดาห์ หรือ มาช่วงมีกิจกรรมที่จัดให้
การดูแลแบบสวางคนิเวศ เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุแข็งแรงตามวัย ดูแลตัวเองได้ โดยจะมีพยาบาลมาอยู่เวรดูแลตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 7 โมงเช้า มีพยาบาลคอยให้คำปรึกษา รวมถึงจัดยาให้กับผู้สูงวัยตามแพทย์สั่ง และมีนักกายภาพบำบัด ที่จ้างมาประจำทุกวัน บ่าย 3-5 โมงเย็น ใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีเจ้าหน้าที่แนะนำ ตามคำสั่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอัลตราซาวด์ลดเจ็บปวด เครื่องถ่วงน้ำหนัก ทั้งยังมีผู้ดูแลกลาง ที่ผ่านการอบรมสาธารณสุขด้านการดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง มาอยู่ที่นี่ด้วย

ตอบโจทย์คนรักความสงบ แต่ก็อยู่ได้ไม่เบื่อ
บรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ ร่มรื่น และเงียบสงบ เหมาะกับการเป็นที่อยู่อาศัย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีกิจกรรมอัดแน่นจัดให้ไม่มีเบื่อ อุษาเผยว่า ใน 1 เดือน จะมีกิจกรรมจัดให้ 1-2 รายการ ตามความต้องการและจำเป็นของผู้สูงอายุ ตามเกณฑ์ประเมินชีวิต คนที่ต้องพึ่งพาบางเรื่อง ก็จะเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพ เช่น การเดินและการหกล้ม, เรื่องหูเสื่อม ไม่ได้ยิน ก็จะเชิญแพทย์จาก รพ.จุฬาฯ มาพูดเรื่องประสาทหูเสื่อม หรือ การดูแลเครื่องช่วยฟังไม่ให้เสียหาย หรือจะเป็นเรื่อง การทำอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้สูงอายุบางคนมีบ่นเรื่องแน่นท้อง ก็เชิญมาพูดเรื่องกรดไหลย้อน
“สิ่งที่ทำทุกปีเลย คือการฟื้นคืนชีพ ที่จะบอกว่า ท่านต้องรู้นะว่าถ้าเพื่อนนั่งลง อยู่เฉยๆ เขาเป็นลมหรือเขาไม่หายใจ ต้องประเมินได้”
รวมไปถึงเรื่องภัยออนไลน์ ที่ได้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ความรู้การเท่าทันไซเบอร์ และยังมีป้ายเตือนติดตามพื้นที่ต่างๆ ในอาคาร เพราะผู้สูงอายุอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่าย

นอกจากกิจกรรมที่หมุนเวียนกันมาแล้ว ยังมีทริปพาเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน่าน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ สุรินทร์ ชลบุรี ปราณบุรี พัทยา หรือจะวันเดย์ทริปอย่าง ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ไหว้พระตามโบสถ์ที่สวยงาม และล่องเรือกินอาหาร ก็จัดให้ ขณะที่ทริปต่างประเทศก็มีมาแล้ว ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์
ทุกทริปเปิดตามเสียงโหวต ที่จะรับไปประสานจัดหาคนจัดทริปให้ต่อ แต่ละครั้งต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง และจะมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วย 1-2 คน ที่ผู้สูงอายุในศูนย์ต้องหารกับเป็นค่าใช้จ่ายให้คนดูแลด้วย เพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้
“คนที่นี่นอกจากจะเลือกเราเพราะแบรนด์สภากาชาดไทย ก็ยังเทียบราคาแล้ว มองว่าไม่แพงมาก เทียบกับบ้านบางแคที่ 350,000 บาท เขาอยู่ได้เพราะราชการซัพพอร์ต ของเรา 650,000 บาท เพราะเป็นโครงการที่ต้องเลี้ยงตัวเอง ห้องเรามีสัดส่วน ระเบียง บางคนก็บอกว่าเพราะจะได้ไปรักษาจุฬาฯ เราก็ต้องบอกว่า ท่านสามารถรักษา รพ.อื่นได้ แต่ถ้ามีอะไรเราก็จะช่วยกัน”
“ผู้สูงอายุที่นี่ บอกว่าเขาอยากอยู่ในชุมชนผู้สูงอายุ วัยเดียวกัน ไปในทิศทางใกล้กัน ชอบทำบุญ ก็ใกล้วัด มีคุย มีปฏิบัติธรรมต่างๆ รวมถึงชอบสังคมที่คล้ายกัน พูดคุยต่างๆ”
อุษาบอกอีกว่า คนที่นี่ไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน คิดว่าลูกหลานก็ต้องทำงานหาเงินเหมือนกัน ต้องรับผิดชอบครอบครัวตัวเอง ไม่ได้อยากเป็นภาระ
“ผู้สูงอายุที่นี่บอกว่า ชีวิตอิสระของเขา คือไม่มีลูกหลาน เขาอยู่ในห้องเขา จะแต่งตัวอะไรก็ได้ ดูทีวี ได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็มีคุณค่า เขามีเงินเดือน มีตัวตน จ่ายเองได้ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น”

ใครบ้าง ชาวสวางคนิเวศ
เป็นเกณฑ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกเริ่มว่าผู้ที่จะมีสิทธิจองห้องที่ “สวางคนิเวศ” ต้องมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุที่นี่ อายุมากที่สุดที่ 97 ปี อยู่สวางคนิเวศมากว่า 30 ปี นับแต่เปิด แม้จะติดเตียงแต่ก็ยังรู้เรื่อง
สิ่งหนึ่งที่ อุษา บอกกับเราคือ หลังๆ ต้องสอบถามถึงเรื่องเงินมากขึ้น เพราะสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
“เวลาที่ท่านมา เราต้องบอกท่านว่า เราเก็บข้อมูลแล้วผู้สูงอายุที่อยู่ที่นี่จะใช้เงินเดือนละ 12,000-15,000 บาท ปีละ 180,000 บาท ท่านต้องมีเงินออมพอสมควร บางคนมีเงินบำนาญหมื่นต้นๆ ได้เพียงเดือนละ 14,000 บาท ก็มี เราก็จะถามว่าท่านมีถึงไหม”
“ส่วนใหญ่ที่นี่ 80% เเป็นข้าราชการ ทั้ง ผศ. รศ. ดร. นายพล แพทย์ พยาบาล ทูต ขณะที่เอกชนมันจะทำงานด้านบัญชี การเงิน 75% เป็นสาวโสด ซึ่งแต่ละคนมีเงินเก็บเยอะ บางทีเราถึงบอกว่า เวลาจะยกมรดกให้กับลูกหลานต้องระวังให้ดี บางครั้งมีหลานมาขอ ลูกมาขอ ก็ให้ไป แต่เวลาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ลูกหลานไม่ได้มาดู หรือมาแต่อยู่ไม่ได้ 24 ชั่วโมง”

“ส่วนใหญ่เวลาเราโทรไป ประมาณ 60-70% จะบอกว่าต้องทำงาน ไม่มีคนดูแล เราก็ไม่มีคนดูแลโดยเฉพาะส่วนตัว นอกจากเขาร้องขอมาว่าสั่งอาหารให้หน่อย เราก็เอาขึ้นไปให้ และก็จะบอกเด็กว่าต้องดูนะ ต้องล้างจานอะไรไหม แต่เราก็ดูได้ไม่หมด เพราะเราไม่ได้เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงหรือช่วยตัวเองไม่ได้ หากต้องจ้างเด็กจากศูนย์ เดือนหนึ่งต้องมีรายจ่ายเพิ่ม 18,000-20,000 บาท หากซับซ้อน ต้องฟรีซอาหาร ก็อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเดือนละ 3 หมื่นบาททีเดียว”
อุษาเล่าว่า จากที่เคยมีคิวต้องรอกัน 600-700 คิว ปัจจุบันนี้ ไม่มีคิวแล้ว สามารถวอล์กอินเข้ามาได้ทันที เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหารอคิวนาน โทรไปแล้วก็อาจจะไม่รับห้องแล้ว จึงคิดว่าควรจะเก็บห้องไว้สำหรับผู้ที่จำเป็นจริงๆ
“โครงการนี้ไม่ได้เอาผลกำไร แต่เป็น Business Unit ของสภากาชาดไทย ที่ให้เลี้ยงตัวเองให้ได้ ที่นี่เลี้ยงตัวเอง ไม่ได้ใช้เงินสภากาชาดไทย เป็นเงินสนับสนุนค่าห้องและส่วนกลาง”

เตรียมตัวเข้าวัยเกษียณ
ดั่งคำขวัญที่ลูกบ้านตั้งกันเองว่า “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง” สวางคนิเวศสลัดภาพที่พักผู้สูงอายุที่จะต้องรอคอยความช่วยเหลือไปอย่างสิ้นเชิง ผู้สูงอายุที่นี่ เตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงชีวิตสูงวัยอย่างมีความสุข
“หากเราจะเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ ก็ต้องเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ทำงาน เมื่อเกษียณอาจจะคิดว่ามีเงิน 3-4 ล้าน พอ แต่ก็ไม่ได้พอ ถ้าคิดว่าลูกหลานไม่ดูแลเรา เราก็ต้องไปอยู่สถานเลี้ยงดูคนแก่ เดี๋ยวนี้เนิร์สซิ่งโฮมเดือนหนึ่งก็ 3-4 หมื่นบาทแล้ว ก็อาจจะต้องบอกว่าต้องมี 7-10 ล้านเมื่อท่านเกษียณ คือจะสามารถอยู่ได้ นี่คือภาวะเศรษฐกินที่มันผันผวนตลอดเวลา เก็บทองไว้ก่อน แพงค่อยซื้อ ลงทุน มีวินัยกับการใช้เงิน”
อุษากล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่า เมื่ออายุมากขึ้น เราต้องพึ่งพา แต่จะพึ่งพาใคร พึ่งญาติหรือคนอื่น คนอื่นเราก็ต้องมีเงินพอที่จะพึ่ง คนที่มาอยู่กับเราเขาหางานทำที่ได้เงินเยอะๆ ผู้สูงอายุที่นี่ 20 กว่าห้องมีคนดูแลประจำ อยู่กับคนอื่นก็อยู่ในห้องของเราได้ แต่ก็ต้องมีสังคม ไม่แยกตัวเองเพราะจะทำให้เรามีความรู้สึกว่าไม่มีใครอยากคบเรา
“แต่ถ้าคิดว่าจะอยู่กับลูกหลาน ก็ต้องปรับให้เข้ากับลูกหลาน นิสัยใจคอต่างๆ จริงๆ เราก็อยากให้อยู่กับญาติ ช่วยเหลือกันและกัน ลูกหลานไปทำงาน ก็ดูแลหลานเล็กๆ แต่ผู้สูงอายุบางคนไม่ชอบเด็ก”

นอกจากเรื่องเงินทองต้องเตรียมแล้ว อุษาบอกว่า อีกสิ่งคือเรื่องสถานที่ สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน อุษา แนะนำว่าต้องเตรียมสถานที่ป้องกันความเสี่ยงที่จะหกล้ม มีราวจับทุกจุดทุกที่ที่เขาจะไปไหนได้ ห้องน้ำก็สำคัญ พื้นต้องไม่ลื่น ไม่มีสิ่งกีดขวาง เก็บของให้เป็นระเบียบ
อุษายังเน้นย้ำเรื่องการทำบัตรติดตัว เพื่อการติดต่อสื่อสาร อาจจะไว้ในกระเป๋า เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ แต่ก็ต้องมีช่องทางติดต่อไว้กรณีเป็นอัลไซเมอร์
“ผู้สูงอายุที่นี่มีอยู่ 2 อย่าง คือ หกล้มในห้องน้ำ ลงจากเตียงมีปัญหา พบบ่อยๆ บางครั้งก็ไม่เปิดไฟ บางครั้งขังในห้องน้ำ ลืมวิธีเปิดประตูหรือไม่มีแรง รวมไปถึงเรื่องอารมณ์ ที่มีทะเลาะกันจนต้องขึ้นศาลก็มี ก็ต้องระวังสิ่งพวกนี้ให้มาก” อุษาทิ้งท้าย

สถานที่ ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
ก่อนจะเข้าสู่ชีวิตวัยเกษียณ กมลวรรณ อัจจมาลย์วรา หรือพี่หญิง บอกว่า เธอแทบไม่มีเวลาว่างเลย ยุ่งจนไม่เคยได้เจอพี่น้อง ชีวิตเธอจึงเปลี่ยนไปทันทีเมื่อมาถึงวันที่จบเส้นทางการทำงาน รู้สึกว่างมาก ไม่มีอะไรทำ ช่วงแรกๆ ได้ดูแลคุณแม่จึงพอให้ชีวิตมีอะไรทำ กระทั่งคุณแม่จากไป ก็ทำให้เหงาขึ้นอีกครั้ง
ชีวิตที่นี่ ทำให้เธอรู้สึกได้คลายเหงา กับเพื่อนในวัยเดียวกัน
อาจจะพูดได้ว่า การเข้ามาอยู่ที่นี่ของเธอ อาจไม่ใช่ความตั้งใจแรก กมลวรรณบอกว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพื่อนมาดูโครงการ ขณะนั้นเขากำลังโปรโมตเฟส 2 อยู่ ก็เลยมาเป็นเพื่อน ว่าใครดูแล ทำอย่างไร สุดท้ายกลายเป็นว่าได้จองก่อนเพื่อนอีก
“ก่อนหน้านี้พี่ทำเรียลเอสเตท ดูแลเรื่องคอนโด ฝ่ายขาย การตลาด ซื้อห้องไว้ 10 กว่าปีแล้ว แต่เพิ่งมาอยู่ได้ 2 ปี เพราะต้องดูแลคุณแม่ มาอยู่ที่นี่ก็ดีมากเรื่องกิจกรรม เราทำกิจกรรมทุกเดือน เดือนละครั้งสองครั้ง มีความสุข มีอะไรทำ ไม่ได้อยู่เปล่าๆ มีคุณหมอมาบรรยายให้ความรู้เรื่อง หู ตา คอ จมูกต่างๆ ความรู้เรื่องสุขภาพนี้จำเป็นมาก เพราะผู้สูงอายุที่นี่ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ จึงจะสามารถอยู่ได้”
“เพื่อนข้างห้องก็น่ารักมาก เจอกันก็ทักทายมีความสุข เราได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่าง ทำสบู่ ดอกไม้จันทน์ไปให้หน่วยงานต่างๆ ใช้เวลาเพลินๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงานร่วมกัน เจอกัน ได้เพื่อนใหม่ๆ อยู่บ้านกัน 2 คนก็เหงา ไม่รู้จะคุยอะไรกัน เพราะคุยกันทุกวัน” (หัวเราะ)
แต่เห็นมีความสุขแบบนี้ กมลวรรณออกตัวว่า ไม่ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณเท่าไหร่ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในชีวิต จากไม่เคยเป็นหนี้ กลับมาเป็นหนี้ในวัย 50 กับหนี้บัตรเครดิต 5 แสนบาท เพราะไปเที่ยวสิงคโปร์ โดยลืมไปว่าเป็นเงินในอนาคต และต้องเจอกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูงมาก ทำให้มุมานะใช้หนี้ให้หมดเร็วที่สุด เมื่อใช้หนี้หมดแล้วก็ทำให้คิดว่า ทำไมไม่เก็บเงิน ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเก็บเงินเรื่อยมา
สำหรับเคล็ดลับของกมลวรรณ มีง่ายๆ คือ ใช้ให้น้อย ด้วยเงินเดือนแตะแสน ตั้งแต่อายุได้ 38 ปี แต่ก็ซื้อกองทุนเป็นประจำ ไม่เคยต้องเสียภาษีเลย ลงทุนกับการซื้อกองทุนต่างๆ แม้จะขาดทุนบ้าง แต่ก็ทำให้มีเงินก้อนเป็นล้านๆ หลังเกษียณได้
“ถ้าให้แนะนำ นอกจากไม่มีหนี้ มีค่าใช้จ่ายรายเดือน ความเป็นอยู่พอเพียง คิดว่ามีเงิน 15 ล้าน น่าจะเพียงพอสำหรับชีวิตเกษียณ”
“ชีวิตผู้สูงอายุที่สบายๆ แบบพี่ ความสุขคือการมีเพื่อน อยู่สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องเจอรถติด อยากได้อะไรได้ อยากเที่ยวอะไรไป ก็เพียงพอแล้ว” กมลวรรณทิ้งท้าย

ความสุข คือการได้ทำอะไรอย่างอิสระ
โชติมา ชั้นบุญ ข้าราชการครูบำนาญวัย 81 ปี เป็นคนที่เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณมาตลอด เธอตามหาบ้านที่ใช่ ไปดูสถานที่ต่างๆ ปีแล้วปีเล่าไม่ถูกใจ จะอยู่บ้านชั้นเดียวก็กลัวน้ำท่วม บ้านสองชั้นก็กลัวขึ้นไม่ไหว ทิ้งเวลาไปเนิ่นนานจนกระทั่งเจอกับผู้สูงอายุที่อยู่สวางคนิเวศ ทำให้ได้มาดูของจริงแล้วก็ถูกใจทันที ในช่วงเวลาที่โครงการกำลังจะจองกันเต็ม โชติมาก็ได้จองห้องอาคาร 8 ชั้น 2 เห็นวิวบางปูพอดิบพอดี
อาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นปีที่ 13 โชติมาทำกิจกรรมทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นชี่กง ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ร้องรำทำเพลง รวมทั้งเป็นประธานกรรมการสวางคนิเวศ ปี 55-56 ผลักดันโครงการทางลาดออกไปเที่ยวทะเลยามว่าง ชวนเพื่อนๆ รวมตัวกันทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องกระทั่งได้ทางลาดมา หวังจะได้นั่งวีลแชร์ไปชมทะเล
แต่ละวัน โชติมาจะพยายามออกกำลังกาย ไหว้พระสวดมนต์ หาอาหารทาน ได้เดินรอบๆ สวางคนิเวศสัก 3,000 ก้าว เพราะพอบั้นปลายแล้ว สุขภาพจำเป็นที่สุด จะทำอย่างไรไม่ให้ป่วย ช่วยตัวเองได้ ช่วยคุณหมอให้ได้มากที่สุด ก็ต้องออกกำลังกายและเลือกทานสิ่งที่ชอบ
“อายุขนาดนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องการอะไรเยอะ เพราะสิ่งแวดล้อมที่นี่โอเค สมบูรณ์แล้ว ผู้จัดการให้ความเมตตา ดูแลเราหลายๆ อย่าง ต้องขอบคุณสวางคนิเวศ”
ชีวิตในสวางคนิเวศของหญิงวัย 80 กว่าทุกวันนี้ โชติมาบอกว่า ต่างกับที่บ้านอย่างมาก เพราะที่บ้านกลางวันไม่มีใคร เขาไปทำงานไปเรียน เราเป็นอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้จะเรียกใคร อยู่ที่นี่ก็ร้องหาผู้บริหาร ไม่รบกวนลูกหลาน ที่ผ่านมาเราเป็นฝ่ายให้เขาพอแล้ว การอยู่ที่นี่ทำให้เป็นอิสระ กับที่บ้าน มีอะไรก็ไลน์ไป โทรศัพท์ติดต่อกัน แค่นี้ก็พอแล้ว อยู่กับเพื่อนผู้สูงอายุ ได้คุยเรื่องตลกๆ เรื่องอดีต ไปเล่าให้ทะเลฟัง ร้องเพลง ไม่มีใครฟัง ทะเลก็ฟัง พอแล้ว
“ความสุขในวัยนี้ เราต้องเตรียมตัวไปโลกหน้า อะไรที่เครียด คิดมาก ไม่เอาแล้ว ว่างๆ เจริญสติ วิปัสนา สมาธิ และไปใช้เวลากับน้องๆ จะได้ไม่โดดเดี่ยว”
ชีวิตในสวางคนิเวศ อาจเป็นรูปแบบหนึ่ง ของที่พักสำหรับผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ชีวิตเกษียณ ให้เข้ากับวิถีชีวิตของเราเองมากกว่า








อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- บ้านพักผู้สูงอายุบูม ตลาด ‘เช่า’ มาแรงกว่า ‘ซื้อ’ ราคาเช่า 10,000-30,000 บาทต่อเดือน ดีมานด์พุ่ง
- เปิดพิกัด บ้านพักคนชรา คอนโด วิลล่าคนสูงวัย ต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงได้อยู่?

