น่าห่วง! เด็กไทยเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ 7 ขวบ นักวิจัยดัน ‘บ้านปลอดบุหรี่’ คุ้มครองเยาวชน

27.05.26 | 17:11 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า จากรายงาน “การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ.2567-2568 สุขภาพเด็ก” ภายใต้การสนับสนุนของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำรวจเด็กอายุ 1-14 ปี ทั่วประเทศ พบปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นหลายด้าน ทั้งการนอนหลับไม่เพียงพอ การใช้หน้าจอสูงขึ้น การขาดกิจกรรมทางกาย รวมถึงการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กอายุน้อย ผลสำรวจระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ไม่ควรใช้หน้าจอ มีเพียง 34.7% ที่ไม่ใช้หน้าจอเลย ขณะที่เด็กอายุ 10-14 ปี เข้าถึงสมาร์ตโฟนสูงถึง 96.8% และใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 4.4 ชั่วโมง โดยใช้เล่นเกมมากกว่าการเรียน

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบสถานการณ์สูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10-14 ปี รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเด็กเคยสูบบุหรี่เพิ่มจาก 2.9% ในปี 2563 เป็น 8.5% และมีเด็กเคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า 7.1% ขณะที่เด็กจำนวนมากยังได้รับควันบุหรี่มือสองภายในบ้าน ด้านภาวะโภชนาการ พบเด็กอายุ 10-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น โดยเด็กอ้วนมีค่าความดันโลหิต ไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเด็กทั่วไป สะท้อนความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในวัยที่อายุน้อยลง

“ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพครั้งนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพเด็ก เนื่องจากสุขภาพเด็กในวันนี้จะส่งผลต่อคุณภาพกำลังคนและภาระโรคของประเทศในอนาคต งานวิจัยยังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นจุดเริ่มต้นของนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในเด็กอายุ 10-14 ปี ที่มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าราว 60,000 คนทั่วประเทศ และอายุเริ่มสูบต่ำสุดที่พบอยู่เพียง 7 ปี” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย คือการตลาดผ่านรสชาติและรูปลักษณ์คล้ายของเล่น รวมถึงการซื้อขายผ่านออนไลน์ แม้ยังเป็นสินค้าผิดกฎหมายในไทยก็ตาม โดยเด็กส่วนใหญ่เริ่มสูบจากการเห็นเพื่อนสูบและชักชวนกันในกลุ่ม นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กอายุ 1-5 ปี ถึง 46.5% อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับผู้สูบบุหรี่ ส่งผลให้มีความเสี่ยงโรคหอบหืดสูงขึ้น โดยเด็กที่อยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่ในห้องเดียวกันทุกวัน มีอัตราป่วยหอบหืดสูงถึง 20.6% ฉะนั้น ประเทศไทยต้องเร่งควบคุม “สภาพแวดล้อมเสี่ยงต่อสุขภาพ” ทั้งการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเสพติด การลดเวลาหน้าจอ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจัง รวมถึงเสนอแนวคิด “บ้านปลอดบุหรี่” โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยอาศัยอยู่ เพื่อคุ้มครองเด็กจากควันบุหรี่มือสองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น