UN ชี้ตั้งแต่ปี2026เป็นต้นไปไทย-อาเซียนเสี่ยงภัยพิบัติโลกเดือดมากขึ้น อุณหภูมิทะลุ 44.2 เซลเซียส สูญเสียทางเศรษฐกิจ 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์
วันที่ 29 พฤษภาคม นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากข้อมูลล่าสุดของ Germanwatch (Climate Risk Index 2026) ระบุว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศมากที่สุด (พุ่งสูงขึ้นจากอันดับ 72 ในปี 2022) ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนของ องค์การสหประชาชาติ (UN)ที่จัดให้ภูมิภาคอาเซี่ยนเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางสูงสุดต่อปรากฏการณ์“โลกเดือด”(Global Boiling)
นายสนธิ กล่าวว่า วิกฤตการณ์โลกร้อนและการปรับตัวของประเทศไทยภายใต้กรอบการดำ เนินงานร่วมกับ UN ดังนี้
1.ภัยพิบัติหลักที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญจากสภาวะโลกร้อนตั้งแต่ปี2026 เป็นต้นไปที่ต้องเตรียมรับมือ ทั้งนี้ อุทกภัยรุนแรงแบบเฉียบพลัน โดยปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากถี่ขึ้น ดังเช่น กรณีอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จมย่านเศรษฐกิจในอำเภอหาดใหญ่ในจัง หวัดสงขลา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบรับมือภัยพิบัติแบบเดิมไม่สามารถต้านทานความรุนแรงของภูมิอากาศในปัจจุบันได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังพบว่า คลื่นความร้อนระอุขึ้นถึงขั้นวิกฤต ประเทศไทยจะเผชิญกับอุณหภูมิที่ทำ ลายสถิติเก่าอย่างต่อเนื่องโดยมีอุณหภูมิสูงสุดทะลุ 44.2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์และมีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด (Heatstroke) เพิ่มขึ้น
นายสนธิ กล่าวว่า ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้จะเผชิญความรวดเร็วและความรุนแรงของภัยแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตร กรรม เช่น อ้อย ปศุสัตว์ และการประมงเพิ่มขึ้น
“จากรายงานและการประเมินจากหน่วยงาน UN (UNESCAP & UNDP)คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติต่อพื้นที่ในแถบเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP)ได้รายงานภัยพิบัติเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Disaster Report) ดังนี้ ความเสี่ยงในลุ่มน้ำโขง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงของไทยถูกระบุว่าเป็น “Hotspot” หรือพื้นที่เสี่ยงภัยร่วมหลายมิติ (Multi- hazard) ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และลมกระโชกแรง ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับสูงหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส”นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ กล่าวด้วยว่า ในด้านความพร้อมด้านเศรษฐกิจมหภาค จากรายงานของ UN ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจภูมิภาคจะเติบโต แต่หลายประเทศรวมถึงไทยยังขาดความพร้อมในการรับมือกับ “แรงช็อกทางสภาพภูมิอากาศ”(Climate Shocks) ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ โดยสถิติย้อนหลังชี้ว่าประเทศไทยได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติรวมกันสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐโดยมี อุทกภัย เป็นสาเหตุหลักที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงสุด ราว 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์
นายสนธิ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC และความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยมีมาตรการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.การตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) ประเทศไทยประ กาศเป้าหมายที่เข้มข้นขึ้นโดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้สูงสุดถึง 47 % ภายในปี 2035 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050และกำหนดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 2.เร่งออกพระราชบัญญัติการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ฉบับแรกของประเทศเข้าสู่การพิจารณา เพื่อบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอนและมาตรการควบคุมภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอา กาศและสิ่งแวดล้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาระบบโครงสร้างข้อมูลระดับชาติ(National Data Infrastruc ture) เพื่อใช้บิ๊กดาต้าและการจำลองภาพ (Data Visualization)ในการประ เมินความเสี่ยงและตัดสินใจเชิงนโย บายเพื่อกระจายการเตือนภัยไปสู่ระดับท้องถิ่น ดูน้อยลง

