กมธ.งบประมาณ จี้ สปส.เร่งสรุปค่าปรับเว็บแอพพ์ SSO Core ‘รักชนก’ ย้ำต้องรักษาผลประโยชน์ผู้ประกันตนสูงสุด

2.06.26 | 15:07 น.

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่สำนักงานใหญ่ประกันสังคม น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม ถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบ SSO Core และแอพพลิเคชั่น SSO Plus ว่า กมธ.ได้ติดตามประเด็นการเรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนโดยตรง ปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงในรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณค่าปรับ โดย กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตต่อสำนักงานประกันสังคมว่า การพิจารณาเรียกค่าปรับจะต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และคำนึงถึงการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ ขณะที่ กมธ.ติดตามงบประมาณจะติดตามทั้งการปรับปรุงระบบและการเรียกค่าปรับอย่างใกล้ชิดต่อไป

“เราก็คาดหวังว่าจะต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนมากที่สุด ถ้าเขาทำผิดก็ควรที่จะเชือดไก่ให้ลิงดูไปเลยว่า ในสำนักงานประกันสังคม ถ้าใครจะมาทำพฤติกรรมแบบนี้อีก หรือมาทำโครงการในลักษณะของการไปซับโครงการต่อ แล้วมาฟันราคา หรือทำโครงการไม่เสร็จ ทำแล้วห่วย คิดว่าสำนักงานประกันสังคมจะไม่เหมือนเดิม เพราะเรามีดวงตาหลายคู่เพิ่มเติมมากขึ้น อย่างน้อยก็มีกรรมาธิการติดตามงบประมาณที่จะคอยสอดส่องดูอยู่ตลอดเวลา” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า กมธ.ยังได้รับรายงานตัวเลขค่าปรับเบื้องต้นจากคณะอนุกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยพบว่ามีมูลค่ารวมประมาณ 576 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าปรับกรณีส่งมอบงานล่าช้าประมาณ 129 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบเดิมระหว่างรอระบบใหม่ประมาณ 440 ล้านบาท ค่าปรับกรณีการจ้างช่วงประมาณ 34 ล้านบาท และค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายอื่นอีกประมาณ 800,000 บาท

อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนกกล่าวว่า ยังมีบางประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีการจ้างช่วง ซึ่งต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เพื่อวินิจฉัยว่าการคำนวณค่าปรับจะยึดตามวงเงินสัญญาทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนงานที่มีการจ้างช่วง

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อคำนวณค่าปรับโครงการ SSO Core อย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งการส่งมอบงานล่าช้า การจ้างช่วง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและแจ้งให้คู่สัญญาทราบเมื่อได้ข้อสรุป พร้อมระบุว่าสำนักงานฯ ยังมีหลักประกันสัญญาและวงเงินค้างจ่ายบางส่วนรองรับการดำเนินการหากมีการเรียกค่าปรับ ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาระบบ SSO Plus ที่เชื่อมโยงกับ SSO Core นั้น สถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และการส่งเงินสมทบลดลง โดยได้กำชับผู้รับจ้างเร่งแก้ไขปัญหาที่เหลืออยู่ และตั้งเป้าภายในไตรมาส 3 หรือเดือนกันยายน 2569 ระบบจะมีความสมบูรณ์ราว 95% สามารถใช้งานด้านการเบิกสิทธิประโยชน์และแสดงข้อมูลสำคัญได้ตามปกติ

Advertisement