กรมควบคุมโรค ยัน ไม่พบสัญญาณบ่งชี้ โควิด NB.1.8.1 รุนแรงกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาด ก่อนหน้านี้

3.06.26 | 11:16 น.

กรมควบคุมโรค ยัน ไม่พบสัญญาณบ่งชี้ โควิด NB.1.8.1 รุนแรงกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาด ก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ

โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30-39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568-23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า

Advertisement

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูก ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ

โดยตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการส่งตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจำแนกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงเชิงลึก ทำให้ประเทศไทยสามารถติดตามสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติของเชื้อได้อย่างทันท่วงที

“ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วยการเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม” นพ.มณเฑียรกล่าว

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการระบาดในวงกว้าง หรือการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของโรคที่แตกต่างจากแนวโน้มที่เคยพบในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรคโควิด-19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น

กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422