เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การเชื่อมโยงข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุขบน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่าง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน
นายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digital Health ความร่วมมือนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทิศทางดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ย้ำใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ผู้รับบริการ ให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น
2.ความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวคือหัวใจสำคัญ ที่ต้องยึดมั่นกับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้ประชาชนอุ่นใจและมั่นใจทุกครั้งที่ใช้บริการ 3.ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างอนาคต ด้วยการนำข้อมูลมาใช้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เพื่อวางแผนนโยบายด้านสาธารณสุขระดับชาติ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต และ 4.บูรณาการแบบไร้รอยต่อ โดยทำงานร่วมกันแบบก้าวข้ามขีดจำกัดขององค์กร มองเป้าหมายระดับชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ
ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า การผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศ ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ ในการพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านสุขภาพของประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะขับเคลื่อนความร่วมมือใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ด้านการบูรณาการระบบและข้อมูล โดยเชื่อมโยงและสนับสนุนการทำงานของ Digital Health Platform ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย ข้อมูลมีความถูกต้องและได้รับการรับรองจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้เครือข่ายสถานพยาบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
2.ด้านความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูล โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการวางกลไกการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่รัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 3.ด้านการต่อยอดเพื่ออนาคต โดยศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณสุขที่แม่นยำ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย มาสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัย พัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) และผลักดันให้เกิดการกำหนดนโยบายสุขภาพบนฐานข้อมูล (Data-Driven Policy) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 



